อินทนิล ภาพจาก www.mju.ac.th

อินทนิล

Lagerstroemia macrocarpa Wall.

                1.    ชื่อไทย ( Thai name )  อินทนิล,  จ่อล่อ, จะล่อหูกวาง
                2.    ชื่อสามัญ ( Common name ) Queen's flower, Queen's crape myrtle
                3.    ชื่อวิทยาศาสตร์ ( Scientific name ) Lagerstroemia macrocarpa Wall.
                4.    ชื่อวงค์ ( Family ) LYTHRACEAE
              สีดอก  ดอกสีม่วง  ม่วงชมพู  เป็นช่อตรง  ดอกออกตามปลายกิ่งหรือตามข้อกิ่ง 
ออกดอก ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน
ประวัติและเหตุผล
           เกี่ยวกับการเลือกพันธ์ไม้นี้เป็นสัญญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย  อันเนื่องมาจากแม่โจ้"มหาวิทยาลัยแม่โจ้" มี  อายุครบ  50  ปี  ในเดือนมิถุนายน  2527  คณะกรรมการศิษย์เก่าแม่โจ้และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย 
โดย  นายจำนงค์  โพธิสาโร (แม่โจ้ รุ่น 10) อธิบดีกรมป่าไม้สมัยนั้น  อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้  เป็นประธาน  ได้เสนอชื่อพรรณไม้ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมและเจริญเติบโต
ในทุกภาคของประเทศไทย  เป็นพันธ์ลักษณะที่ดี  มีความหมายถึงความเจริญรุ่งเรือง อายุยืนนานใบสีเขียวเข้ม ลักษณะใบเดี่ยว ดอกสีม่วง ม่วงชมพู  มีฉายานามว่าเป็น "ราชินีดอกไม้"( Queen's Flower ) ฝักผลไม่ยอมทิ้งต้น  มีสายพันธ์อีกหลายชนิดในวงค์เดียว มีดอกเป็นลักษณะQeen's crape myrtle เช่น  ตะแบก, เสลา และยี่เข่ง  เป็น Qrape myrtle  เหมือนกัน
           คณะกรรมการได้ลงมติเลือกชื่อพรรณไม้ "อินทนิล" นี้เป็นมงคลนามต่อมหาวิทยาลัย  ซึ่งมีความหมายถึงความผูกพันกับมหาวิทยาลัย  อินทนิลมีลักษณะของช่อดอกเกาะกันเป็นกลุ่มแน่น สีสวยสด เหมือนความรัก  ความสามัคคี  เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ความผูกพันอยู่กับมหาวิทยาลัยของศิษย์เก่าตลอดเวลาที่ออกไปประกอบอาชีพอยู่ทุกหนทุกแห่ง
           อินทนิล  หรือไม้ในวงค์นี้  เป็นไม้เศรษฐกิจ  เนื้อแข็งปานกลางจนถึงแข็ง ใช้เป็นไม้ประดับให้ร่มเงา ดอกสีสวยสดงดงาม  ตลอดทั้งเปลือก ต้น ใบ ใช้เป็นยาสมุนไพร  ดั่งคุณค่าของบรรดาศิษย์เก่าแม่โจ้  ที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมประเทศชาติเป็นระยะเวลาอันยาวนานกว่า 50 ปี
                                                                                                            สมพร ยกตรี หัวหน้าสาขางานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
 

แก้ไขข้อความ
ผุ้ที่นำเสนอ อินทนิล เป็นดอกไม้ประจำ แม่โจ้นั้น คือ
พี่ประเสริฐ รัตนาคม (รุ่น ๑) เจ้าของและผู้จัดการหนังสือพิมพ์ “ตระกูลไทย” จังหวัดพิษณุโลก ได้เสนอ “อินทนิล” พร้อมทั้งนำช่อดอกไม้ไปให้ที่ประชุมดู พร้อมทั้งอธิบายถึงความงามของสีและช่อดอก ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงดอกบานพอดี
(อ่านข้อเขียน ของ อ.ธนิต มะลิสุวรรณ)

ข้อสรุปนี้ ได้จากการสนทนา ระหว่าง อ.ธนิต มะลิสุวรรร และ อ.สมพร ยกตรี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550 ที่สมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้
หลังเสร้จสิ้นการประชุมใหญ๋ และผมก็นั่งฟังเป็นสักขีพยานอยู่ด้วย

จึงขอบันทึกเป็นหลักฐานสืบไป
สงวน จันทร์ทะเล
9 มิถุนายน 2550


อินทนิล เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่  สูงประมาณ 50 ฟุต ลำต้นตรงเปลือกค่อนข้างดำหรือน้ำตาล  มีตะคระขรุขระกิ่งแผ่กว้างใบมาแกมขอบขนาน  ยาวประมาณ  10 นิ้ว  เนื้อใบหนาเป็นมันดอกออกเป็นช่อยาวตามปลายกิ่ง  ช่อตั้งตรง  ดอกมีทั้งสีม่วง ม่วงแกมชมพู  กลีบรองดอกติดกันเป็นรูปถ้วย  ปลายแยกเป็น 6 แฉก  ผลรูปไข่เกลี้ยงยาวประมาณ  9  นิ้ว  ออกดอกราวเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน  การขยายพันธ์ใช้วิธีเพาะเมล็ด
               อินทนิล อยู่ในสกุล Lagerstroemia นี้ตั้งให้เป็นอนุสรณ์แก่ Magnus Lagerstroem พ่อค้าชาวสวีเดน ที่ได้พันธุ์ไม้นี้ไปจากแถบเอเซีย  ไม้ต้นนี้มีชื่อพ้องว่า  L.flos-reginae คือ Flower of the Queen แปลว่าดอกไม้แห่งราชินี  เป็นการยกย่องความงามของดอกไม้นี้อย่างสูง
               อินทนิล เป็นไม้สัญญลักษณ์  ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้  ที่แทนความแข็งแกร่ง  บึกบึน  ทรหด  อดทน  ของบรรดาลูกแม่โจ้  เนื่องจากอินทนิลเป็นไม้ยืนต้นที่แข็งแรง  อายุยาวนานและเจริญเติบโตได้ทุกสภาพของประเทศไทย
               ช่อ มีลักษณะเกาะกันเป็นกลุ่มแน่น  สีสด  "เหมือนความรัก  ความสามัคคี  และความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งของลูกแม่โจ้" ที่มิมีวันจางหายไป
               อินทนิล เป็นต้นไม้ที่เจริญได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย  เช่น "ลูกแม่โจ้ที่มาจากทุกหนทุกแห่ง" และกระจายกันออกไปเจริญเติบโตก้าวหน้าอยู่ทั่วทุกภาค
              ทั้งต้น  เปลือก  ใบ  ใช้เป็นยาสมุนไพร "ดุจคุณค่าของบรรดาลูกแม่โจ้" ที่ได้รับได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมประเทศชาติ เป็นระยะอันยาวนานกว่าครึ่งทุกภาค
                                                                                                                       
(1)        อินทนิลเป็นสัญลักษณ์แม่โจ้   คงทน    นักแล
       ฉกาจแกร่งกรำแดดฝน       ต่อสู้
       บึกบึนเช่นชาวชน      ลูกแม่    โจ้นา
       ทุกรุ่นร่วมกำลังกู้       ชื่อก้องเกรียงไกร
(2)        อินทนิลเติบโตอยู่ได้       ทุกทิศ    แหลมทอง
       พันธุ์แพร่เหมือนนิรมิต    แม่โจ้
       ไพศาลเช่นปวงศิษย์     แยกย้าย    ยืนหยัด
       ทุกถิ่นไทยรัฐโอ้      อ่าองสามัคคี
(3)        อินทนิลผลิตดอกช่อนั้น     รวมกันกลีบงาม
       ใบชรชุ่มคลุมตลอดพรรษ์         ร่มรื่น
       ดุจดั่งโพธิ์ไทรอัน    ทรงอยู่
       ลูกแม่โจ้ยึดครึกครื้น  อยู่ยั้ง    ยืนยง
ถอดความ
(1)        1.  อินทนิลเป็นต้นไม้สัญญลักษณ์แม่โจ้ซึ่งมีความคงทนมาก
                                2.  มีความแข็งแกร่งทนลำบากต่อสู้แดดและฝน
                                3.  มีความอดทนไม่ท้อถอยเช่นเดียวกันกับลูกแม่โจ้
                                4.  ทุกรุ่นได้รวมกำลังกันช่วยทำให้ชื่อเสียงมั่นคงดีอย่างกึกก้อง
                    (2)        1.  อินทนิลสามารถเติบโตได้ทุกแห่งในแผ่นดินอันเป็นแหลมทอง
                                2.  การขยายพันธ์จะแพร่หลายไปได้เหมือนบันดาล ให้มีขึ้นในแม่โจ้
                                3.  ขยายกว้างไกลเช่นเดียวกับศิษย์เก่าที่แยกย้ายกันอยู่อย่างมั่นคง
                                4.  ทุกท้องที่ในแผ่นดินไทยอย่างภาคภูมิในความสามัคคี
                    (3)        1.  อินทนิลผลิตดอกชูช่อชั้นรวมกันทั้งมีกลีบดอกอันสวยงาม
                                2.  ใบเขียวสดชอุ่มคลุมให้รื่นอยู่ได้ตลอดปี
                                3.  เปรียบได้เหมือนร่มโพธิ์ร่มไทรซึ่งจะมั่นคงอยู่
                                4.  ให้ลูก (แม่โจ้) มีใจรื่นเริง สนุก เอิกเกริก อยู่ได้อย่างมั่นคง
24 มิ.ย. 2528
อ. เกื้อ ศุขรักษ์
รศ.ดร.เทพ  พงษ์พานิช

http://www.mju.ac.th/new-history/index.htm

อินทนิล เสลา ตะแบก

          เมื่อลมร้อนเริ่มโชยจะสังเกตเห็นว่าต้นไม้บางชนิดที่ปลูกตามถนนหนทาง สวนสาธารณะ สถานที่ทำการบางแห่งในเมืองผลิใบพร้อมกับช่อดอกขนาดใหญ่ สีม่วงสด ม่วงอมชมพู หรือชมพู เด่นสะดุดตา ต้นไม้เหล่านี้ มีทั้ง ตะแบก, เสลา, อินทนิลน้ำ และอินทนิลบก ซึ่งดูผิวเผินมีลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงทำให้เกิดความสับสนว่า ต้นใดเป็น ตะแบก เสลา อินทนิล

          พรรณไม้จำพวก ตะแบก, เสลา, อินทนิล เป็นไม้ในสกุลเดียวกัน คือ Lagerstroemia  วงศ์ Lythraceae ชนิดที่เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของไทย นำมาปลูกประดับเรียงลำดับตามความนิยม ได้แก่ อินทนิลน้ำ, เสลา, ตะแบก และอินทนิลบก ตามถนนในกรุงเทพมหานคร มักจะปรากฏพรรณไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งดังกล่าวปลูกแทรกอยู่เสมอ เช่น สองฟากถนนเพชรบุรี มีอินทนิลน้ำ, เสลา และตะแบก ปลูกกันประปรายในเมืองต่าง ๆ ทางภาคเหนือและภาคอีสาน พรรณไม้ทั้ง ๔ ชนิด มีลักษณะเด่นแตกต่างกัน พอสังเกตได้ดังนี้

          อินทนิลน้ำ  [Lagerstroemia speciosa  (Linn.) Pers.] เปลือกลำต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างเรียบ อาจจะตกสะเก็ดเป็นแผ่นบาง ๆ บ้างเล็กน้อย ใบเกลี้ยงปลายใบเรียวแหลม ผลิใบอ่อนเต็มต้นพร้อมช่อดอก สังเกตได้ง่ายที่ตำแหน่งช่อดอกเป็นพุ่มทรงเจดีย์ชูตั้งขึ้นเหนือเรือนยอดโดยรอบขนาดของดอกบานกว้าง ๕-๘ เซนติเมตร ออกชิดกันเป็นกลุ่ม สีม่วงสด ม่วงอมชมพูจนถึงชมพู และสีจะซีดจางลงเล็กน้อยเมื่อดอกโรย ผลมีผิวขรุขระ สีคล้ายเนื้อไม้ ออกดอกช่วงฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม)

          อินทนิลบก  (L. macrocarpa  Wall. ex Kurz) ลักษณะคล้ายอินทนิลน้ำมาก แต่ใบ ดอก และผลมีขนาดใหญ่กว่า ใบป้อมและกว้างกว่าใบอินทนิลน้ำ ปลายใบมนกว้างหรือแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกไม่ชูตั้งขึ้นเหนือเรือนยอด ขนาดของดอกบานกว้าง ๑๐-๑๓ เซนติเมตร แต่ละดอกจะชิดกันเป็นกลุ่ม ดอกสีม่วงอมชมพู และสีจะจางซีดลงเป็นสีขาวอมชมพู ออกดอกช่วงฤดูร้อน มีชื่ออื่น ๆ ว่า กาเสลา, จ้อล่อ, จะล่อ

          เสลา (L. loudonii  Teysm. et Binn.) เปลือกลำต้นสีน้ำตาลดำหรือสีคล้ำ แตกเป็นร่องตื้น ๆ ตามยาว ปลายกิ่งย้อยลู่ลงสู่พื้น ใบมีขนปกคลุมประปราย ช่อดอกออกตามกิ่ง ตามง่ามใบและปลายกิ่ง แต่ช่อไม่ชูตั้งขึ้นเมื่อดอกในช่อบานจะชิดกัน ดอกสีชมพูอมม่วง ออกดอกช่วงฤดูร้อน ผลผิวเรียบเป็นมันสีน้ำตาลไหม้ มีชื่ออื่น ๆ ว่า เสลาใบใหญ่, อินทรชิต

          ตะแบก (L. floribunda  Jack) เปลือกลำต้นสีเทา เรียบ ลื่น เป็นมัน มักมีรอยแผลเป็นหลุมตื้น คล้ายเปลือกต้นฝรั่ง ใบอ่อนมีขนปกคลุม ใบแก่เกลี้ยง ช่อดอกออกตามปลายกิ่งโค้งชูเหนือเรือนยอด มีดอกจำนวนมาก ดอกขนาดเล็ก บานเต็มที่กว้าง ๔-๕ เซนติเมตร ดอกในช่อเรียงกันห่าง ๆ ทำให้ช่อดอกโปร่ง ดอกสีม่วงอมชมพู และสีจะจางซีดลงเกือบเป็นสีขาวเมื่อดอกโรย ผลผิวเรียบเป็นมันสีน้ำตาลเข้ม มีขนปกคลุมบาง ๆ ที่ส่วนปลาย ออกดอกในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน-กันยายน)

ผู้เขียน : ดร.ธวัชชัย  สันติสุข ราชบัณฑิต ประเภทวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  สาขาวิชาพฤษศาสตร์
ที่มา : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน  ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๒, ธันวาคม ๒๕๓๒

 
http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1037

***********************************

dark violet Pink light violet

จัดทำเพจโดย สงวน จันทร์ทะเล
11 เมษายน 2550

*********

ที่มาของ “อินทนิล” ไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้
(คลิกไปอ่านกระทู้ อินทนิลโดย ผศ.ธนิต มะลิ สุวรรณ)

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย อดีตผู้อำนวยการ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ กุมภาพันธุ์ ๒๕๒๘ ณ สุสานแม่โจ้แล้ว สมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ซึ่งมีอาจารย์ดร.ประพัฒน์ สิทธิสังข์ เป็นนายกสมาคมขณะนั้น ได้ถือโอกาสเชิญบรรดาศิษย์เก่าแม่โจ้ เข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาวาระสำคัญต่างๆ ณ ห้องประชุมอาคารเรียนรวม

เรื่องสำคัญคือ การพิจารณาเลือกนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ซึ่งที่ประชุมได้เลือก ดร.อำนวย ยศสุข (รุ่น ๒๐) ให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

อีกเรื่องหนึ่ง ได้มีศิษย์เก่าแม่โจ้เสนอว่าสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ น่าจะมีต้นไม้สัญลักษณ์ ดังเช่นสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆในประเทศไทย เพื่อสื่อความหมายและเป็นต้นไม้ประจำสถาบันสืบต่อไป

มีผู้เสนอรายชื่อต้นไม้ต่างๆให้ที่ประชุมพิจารณา ที่สุดพี่ประเสริฐ รัตนาคม (รุ่น ๑) เจ้าของและผู้จัดการหนังสือพิมพ์ “ตระกูลไทย” จังหวัดพิษณุโลก ได้เสนอ “อินทนิล” พร้อมทั้งนำช่อดอกไม้ไปให้ที่ประชุมดู พร้อมทั้งอธิบายถึงความงามของสีและช่อดอก ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงดอกบานพอดี

ที่ประชุมเห็นชอบตามที่พี่ประเสริฐ รัตนาคมนำเสนอ พร้อมทั้งปรบมือให้ทั้งห้องประชุม ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ยรรยง สิทธิชัย ที่ปรึกษาสมาคมฯ ได้กล่าวขอบคุณผู้เสนอ และรับจะนำไปเสนอในที่ประชุมสภาสถาบันฯอนุมัติ เพื่อใช้เป็นไม้สัญลักษณ์ของแม่โจ้ ต่อไป

ในภาพคือพี่ประเสริฐ รัตนาคม กำลังนำเสนอ เรื่องราวของ "อินทนิล" ให้ที่ประชุมฟัง

(จากหน้า 31 ของกระทู้ รุ่น 20 โดย อ.ธนิต มะลิสุวรรณ)

ประเสริฐ รัตนาคม รุ่น 1
อินทนิลบก อินทนิลบก

ที่มาของความหมาย “อินทนิล” ไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้

วารสาร “แม่โจ้ เทคโนโลยีการเกษตร” ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๒ มีนาคม-เมษายน ๒๕๒๘ จึงได้นำช่อดอก “อินทนิล” นี้ขึ้นเป็นปกวารสาร และทำคำอธิบายเพื่อสื่อความหมาย ดังนี้

วารสารแม่โจ้ ปก ดอกอินทนิล

อินทนิล (Queen’ Flower) ; เป็นไม้สัญญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่แทนความแข็งแกร่ง บึกบึน ทรหดอดทน ของบรรดาลูกแม่โจ้ เนื่องจากอินทนิลเป็นไม้ยืนต้นที่แข็งแรง อายุยาวนาน และเจริญเติบโตได้ทุกสภาพแวดล้อมของประเทศไทย

ช่อดอก (Inflorescene form) มีลักษณะกอดกันเป็นกลุ่มแน่น (panicles) มีสีม่วงสด (violet-pink) เหมือนความรัก ความสามัคคีและกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว (unity) ของเหล่าลูกแม่โจ้ที่มิมีวันจางหายไป

เป็นไม้ยืนต้น (Arbor) ที่เจริญเติบโตได้ทุกภูมิภาค เฉกเช่น ลูกแม่โจ้ที่มาจากทุกหนแห่ง และกระจายกันออกไปเจริญเติบโต ก้าวหน้าอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

ทั้งต้น เปลือก ใบ ใช้เป็นสมุนไพร ดุจคุณค่าของบรรดาเหล่าลูกแม่โจ้ ที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคม และประเทศชาติเป็นระยะเวลาอันยาวนาน

**หมายเหตุ อินทนิล(น้ำ) : Lagerstroemia speciosa Pers. ลักษณะคล้ายกับอินทนิลบก แต่ปลายใบแหลม (cuspidate) ดอกจะเกิดเรียงตัวกันเป็นช่อยาว (terminal panicles) สีม่วงสด

ภาพวารสารแม่โจ้ ฉบับขึ้นปกหน้าวารสาร ด้วยดอกอินทนิล (แต่เผอิญช่อดอกหัวกลับ)

ภาพและคำบรรยาย โดยธนิต มะลิสุวรรณ บรรณาธิการวารสาร

***********

อินทนิลน้ำ Lagerstroemia speciosa Pers. มีลักษณะเด่นตรงช่อดอก ที่ดอกเกิดเรียงตัวเป็นช่อยาว (terminal panicles) ปลายใบแหลม (acuminate) เรียงสลับ (alternate) ใบมีสีเขียวสด

อินทนิลนำ ปกวารสารแม่โจ้

ภาพนี้ถ่ายจากต้นบริเวณริมทาง ถนนสายแม่โจ้ เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๕๕๐ ครับ

อินทนิล ทั้ง ๒ ชนิด (คืออินทนิลบก และน้ำ) อยู่ในสกุลเดียวกัน(genus) แต่ต่างชนิดกัน (species)

การเจริญเติบโต อินทนิลน้ำจะเป็นพุ่มแผ่กว้าง ส่วนอินทนิลบกจะเป็นรูปทรงสูง (Column)



 

Updated: May 7, 2007

คนเรามีสิทธิที่จะคิดถึงความหลัง "ดอกตะแบก"

ตะแบก เสลา อินทนิล หรือที่เพื่อนบ้านผมที่ปางแฟนเรียกว่า "ป๋วย" มีความผูกพันและคิดถึงไม้นี้ตลอดมา เพราะผมประทับใจในความแกร่งของการเจิรญเติบโตและ ออกดอกในช่วงหน้าแล้ง หลากสี และพบได้ทั่วไปทุกภาค โดยเฉพาะทางภาคอิสานเมื่อผมยังเป็นวัยรุ่น ในต้นปี พ.ศ. 2502 ก่อนที่ผมจะมาเรียนแม่โจ้

ผมและเพื่อนเดินทางไปเที่ยวน้ำตกมวกเหล้กโดยรถจักรยานยนต์ ขากลับเราแวะพักระหว่างทางที่ใต้ร่มไม้ในเขตอำเภอสีคิ้ว ผมมองเห็นดอกตะแบกและต้นตะแบกริมทางสวยงามมาก ผมลงไปหักกิ่งตะแบกที่มีดอกกำลังออกดอกสวยงาม แล้วนำมาแซมมวยผมให้เพื่อนผมที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม

"นี่คือดอกตะแบก ไม้ที่มีความแกร่งทนแดด ทนแล้ง และออกดอกในหน้าแล้งได้สวยงามมาก มีหลายสี และพบเห็นได้ทั่วไป" ผมแซมมวยผมให้เธอด้วยดอกตะแบกที่ผมหักกิ่งเล็กๆนั้นมา... เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดในช่วงวัยรุ่น ในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2502

ต่อมาในปี 2506 เธอเปลี่ยนไปแล้ว ภายหลังที่ผมจบจากแม่โจ้ ที่หน้าบ้านเธอ มี ต้น "เสลา" ที่ดอกพรูงามช่อใหญ่กว่าตะแบก ผมผ่านหน้าบ้านเธอเสมอ แต่เราไม่ได้พบกันอีกเลย

ตราบจนวันนี้ อินทนิล เสลา ตะแบก หรือ "ป๋วย" ก็ยิ่งมีความหมายสำหรับผม เมื่อได้ทราบที่มาที่ไปของพรรณไม้นี้ หลายคนอาจจำแนกไม่ได้ว่า ต้นไหนคือ ตะแบก ต้นไหน คือ เสลา และต้นไหนคือ อินทนิล

คงต้อง้ใช้เวลาศึกษาจากลักษณะของดอก สีดอก ก้านดอก ใบ ทรงพุ่ม เปลือก และลำต้น

ผมคิดถึงดอกตะแบกที่ผมบรรจงแซมมวยผมให้เพื่อนของผมคนนั้น เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2502 ครับ

"คนเรามีสิทธิ์ที่จะคิดถึงความหลัง" พี่สมพันธ์ ปานะถึก รุ่น 11 ผุ้เขียน "ร้อยป่า" กล่าวไว

ผมก็มีสิทธิที่จะคิดถึง "ดอกตะแบก" วันแห่งความสุขในอดีตของผมครับ

ส.จันทร
11 เมษายน 2550

ปรับปรุง 27 มกราคม 2551

 

ตะแบกพรรณไม้ที่ต้องเรียนรู้ไม่จบสิ้น

ผมชอบเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ เมื่อมีโอกาส และใช้เวลาอยู่กับต้นไม้ที่ผมเคยพบเห็นมาก่อนเมื่อสมัยผมยังเป็นเด็ก ไม้หลายชนิดผมรู้เฉพาะชื่อพื้นบ้านในสมัยก่อน เช่น ดอกจาน (ทองกวาว) เมื่อเดินทางไปกับพ่อและแม่ นำเกลือจากบ้านหัวทะเลไปแลกข้าวเปลือกที่อำเภอครบุรี (บ้านแชะ) หรือที่อำเภอโชคชัย (กระโทก) ซึ่งในสมัย พ.ศ. 2490 การเดินทางไปกับกองเกวียน สนุกและเสี่ยงภัยพอสมควร ในกองเกวียนก็จะมี พ่อแม่ ลุงป้า และเพื่อนบ้านที่มีเกวียน มีเกลือสำหรับนำไปแลกข้าวเปลือก ในกองเกวียนต้องมีอย่างน้อย 3 เล่ม เพื่อให้จอดเกวียนเป็็้นรูปวงกลมได้ แล้วนำวัวไปล่ามไว้ในวงกลมที่เกวียนล้อมอยู่ พวกเราก็จะนอนใต้เกวียน เราก่อกองไฟรอบๆ กองเกวียน มียามผลัดกันนอน ก่อนนอนก็จะมีชาวบ้านที่เราไปพักแลกข้าวเปลือกมานั่งคุยด้วย ส่วนมากพวกเราก็จะมีญาติพี่น้องและคนรุ้จักอยู่ในหมู่บ้านที่เราไปพักแรม

หากผ่านบริเวณเผาสพหรือเตาเผาถ่านหรือใกล้ๆกับวัดก็จะมี "ต้นจาน" ออกดอกสีส้มหรือแสดแดง สวยงาม ผ่านป่าแล้งน้ำก็มี "ดอกตะแบก" อยู่ทั่วไป ผ่านไปบางแห่งมี "ดอกงิ้วแดง" ่ตามหัวนาที่มีเถียงนาอยู่ใต้ต้น ผมจึงเห็น ต้นตะแบก มาตั้งแต่เด็กๆ

ปัจจุบัน กรมทางหลวงนำไม้สกุลนี้ไปปลูกสองข้างทาง ริมถนนสายสำคัญหลายสาย เกือบทุกภาค เพราะไม้สกุลนี้ ทนแล้งได้ดี สีดอกสวยสด เพาะกล้าจาก เมล็ด ได้จำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กว่าจะรู้ว่า ต้นไหนเรียกชื่อว่า อินทนิล เสลา หรือตะแบก ก้ต้องเรียนรู้ลักษณะพองสมควร แม้ ตะแบก ก็มีชื่อเรียกย่อยลงไปอีก ผมจึงใช้เวลาในช่วงสงกรานต์ปีใหม่เมือง 11-16 เมษายน 2550 นี้ รวบรวมเรื่องราวของตะแบก ที่ผมรู้จักมานานแต่เรียนรไดู้้เพียงเล็กน้อย รวบรวมเป็นข้อมุลเพื่อให้นักเรียนผู้สนใจทั่วไปได้อ่าน แต่ก็ไม่ละเอียดมาก ผมเขียนไปตามอารมณ์ชอบในไม้พรรณนี้เป็นพิเศษ

คลิกไปที่ http://www.pangfan.org/MaejoFlowerSymbol/TheMagnificientFourLagerstroemia.xls

เพราะที่เว็บไซท์นี้ มีนักเรียนโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่ ซึ่งมีโครงการ "ต้นไม้เพื่อนรัก" ให้นักเรียนทุกคนดูแลต้นไม้ในโรงเรียน คนละ 1 ต้น เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งทุกคนเป็นสมาชิกชมรมรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีอาจารย์สวาท จันทร์ทะเล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และผมก็เป็นที่ปรึกษาให้นักเรียนเหล่านั้นด้วย

ขอบคุณทุกท่านที่รักต้นไม้และช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้

ส.จันทร
16 เมษายน 2550

 

 

ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิเทศศาสตร์บูรนาการ 19 ก.พ.2551 มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ชลบุรี เขาเขียว สังสรรค์ศิษย์เก่า 8 พ.ย.51

Maintained page by Sanguan Chantalay
April 11, 2007
Last updated: December 18, 2008

BACK TO MAEJONET