ชีวิตนักเรียนแม่โจ้ในอดีต
Kamjorn Boonpaeng, the author of Maejo Students Life in the Past.

โดย กำจร บุญแปง
เลขประจำตัว 2 แห่งแม่โจ้

......นักเรียนแม่โจ้ทุกๆรุ่นทราบดีแล้วว่า วันที่ 7 มิถุนายน 2477 เป็นวันที่พวกเรา 46 คน มารวมกำลังกันสร้างแม่โจ้ให้เป็น "แม่โจ้" ภายหลังจึงได้กำลังมาเพิ่มอีก 2 คน จึงเป็น 48 คน ต่อมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรือนร้อย ชีวิตเต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก ขณะนั้นประชาชนยังไม่รุ้จักแม่โจ้ว่าเป็นอะไร แม้แต่พวกนักเรียนเองไปเที่ยวตามบ้านแม่โจ้ ป่าไม้ ต้นผึ้ง ชาวบ้านยังวิ่งหนี เข้าใจว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบจะไปจับเขา จากนั้นมาก็ค่อยๆรู้จักแม่โจ้ดีขึ้นทุกปี จนกระทั่งปัจจุบันนี้

..บัดนี้จะขอกล่าวถึงสภาพพื้นที่และอาคารที่พักเท่าที่พอจำได้ พวกเราเข้ามารายงานตัวพบแต่โรง ซึ่งสร้างเป็นหอพักชั่วคราว 3 หลัง มุงด้วยใบตึง พอนานเข้าก็สร้างเรียงรายไปตามลำห้วยแม่โจ้ฝั่งใต้ มีตั้งแต่บ้าน ก.ข.ค.ง.จ.น ทุกหลังเต็มไปด้วยขี้มอด ปีต่อๆมาจึงได้สร้างบ้านถาวร ศรีเกษตร ชาญกสิกิจ ในขณะที่เป็นบ้านชั่วคราวนั้น ใต้ร่มชายคาและใต้ถุนบ้านเต็มไปด้วยตอ ไม้ที่ตัดทิ้งไว้สูงราวบั้นเอว และรอบๆบ้านเป็นป่าคล้ายกับป่าบริเวณวัดวิเวกเดี๋ยวนี้ห้วยแม่โจ้ฝั่งใต้(บริเวณหอพักนักเรียนปัจจุบัน)เป็นป่าทึบ แม้กระทั่งอาจารย์ใหญ่(คุณพระช่วง เกษตรศิลปการ) เดินไปตรวจพร้อมกับถือแผนที่ไปด้วย ปรากฎว่าหลงทางเดินถึงบ้านท่าเกวียน

.....พวกเราตั้งแต่รุ่นแรกและรุ่นต่อมา ช่วยกันบุกเบิกป่าให้ราบ เกิดสนามฟุตบอล สระเกษตรสนาน และอื่นๆอีกจนเห็นสภาพพื้นที่อย่างในปัจจุบัน ส่วนตัวบ้านพักนักเรียน บ้านพักอาจารย์ก็เพิ่มขึ้นทุกๆปี ส่วนอุปกรณ์ในบ้านมีแต่ตุ่มมังกรใบเดียว นอกนั้นก็มีเครื่องนอน คือ เสื่อ หมอน มุ้ง ต่อมาขณะที่กำลังเรียน อาจารย์ใหญ่แจ้งให้ททราบว่าจะจ่ายที่นอนให้ พอถึงต้นปีที่ 2 เราก็ได้รับแจกที่นอน ที่ข้างวัดสันทรายหลวง และต้องขนเข้าแม่โจ้โดยของใครของมัน เพราะในฤดูฝนรถยนต์ถึงแค่สันทรายเท่านั้น จึงทำให้ลำบากในการขนที่นอน การทำฟูกของนักเรียนก็ทำอยู่ตลอดมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ในสมัยแรกๆเตียงนอนยังไม่มีใช้ ต่อมาราว 4-5 ปี จึงได้สร้างเตียงนอนแบบครูตุ้ย(อ.ชาญ เชี่ยวศิลป)ใช้กันจนทุกวันนี้

....ในเรื่องความรับผิดชอบงาน ครั้งแรกโรงเรียนกำหนดนักเรียนชั้นปีที่ 1 ต้องทำแปลงขนาด คนละ 5 แปลง 100 ตารางเมตร อีก 1 แปลง ชั้นปีที่ 2 ต้องทำแปลง 200 ตารางเมตร ถ้าหากนักเรียนคนใดขยันขันแข็ง มักจะทำการปลูกพืชผักในเนื้อที่พิเศษออกไปอีก ในสมัยที่เป็นวิสามัญเกษตรกรรม ถึงสภาพที่เป็นเตรียมอุดมศึกษา นักเรียนที่ขยันได้เงินค่าผักพอตัดเครื่องแต่งกายฤดูหนาว และมีค่าผักเป็นค่าพาหนะกลับบ้านในปลายปี บางคนขายผักเป็นค่าขนมกลางวันก็มี เหล่านี้นักเรียนต้องใช้เวลานอกจากเวลางานหมวดและวันปิดโรงเรียน เช่น บ่ายวันเสาร์ วันอาทิตย์ งานเหล่านี้เป็นงานส่วนตัวมิใช่งานหมวด

..งานรับผิดชอบจากงานหมวด เช่น เลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่ รดนำผักของหมววด งานรับผิดชอบเช่นนี้แบ่งเป็นหมู่ หมู่หนึ่งรับผิดชอบ 1 อาทิตย์ เช่น หมวดสุกร นักเรียนต้องให้ข้าวหมูเวลา 7.00 น. เวลาบ่ายให้ข้าวอีก เวลา 16.00 น. เอาเศษอาหารจากโครงครัวกับตามบ้านของครูอาจารย์ ตลอดถึง
เจ้าพนีกงานสถานีทดลอง ซึ่งแต่ละบ้านก็จะมีปีบเศษอาหารทุกๆบ้าน เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เลี้ยงสุกรรับผิดชอบ ตลอดจนผสมพันธธุ์สุกร สุกรออกลูกกลางคืนเป้นหน้าที่ของนักเรียนจะต้องดูแลสุขภาพของสุกร ถ้าเกิดโรคต้องรายงานครู หัวหน้าหมวด นักเรียนชั้นปีที่ 3-4 มัธยมวิสามัญเกษตรกรรมรุ่นแรกยังต้องใฝึกหัดฆ่าและชำแหละสุกร เรียนการชำแหละโคแล้วเอาเนื้อส่งขายโรงครัว งานเหล่านี้ต้องรับผิดชอบหมู่ละ 1 อาทิตย์ ไม่เว้นวันเสาร์และอาทิตย์ ใครถูกเวรวันเสาร์และวันอาทิตย์ก็อดเข้าเวียง นอกจากจะขอแลกเพื่อนเท่านั้น การผัดเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของครูหมวด ผู้ที่เลี่ยงสุกรหมู่หนึ่งๆ ไม่ต้องไปเข้าแถวเรียกชื่อ ส่วนหมวดไก่มีเพียงคนเฝ้า เครื่องกก เครื่องฟัก หมู่ที่มีหน้าที่เลี้ยงไก่ต้องรับผิดชอบดูแลสุขภาพไก่ เก็บไข่่ส่งหัวหน้าหมวด กวาดคอกไก่ และรวบรวมมูลไว้ ตลอดจนหาผักสดให้ๆไก่ ฝึกหีดฟัก ในหมู่ที่เลี่ยงไก่ยังต้องผลัดกันเฝ้าเครื่องฟักไข่เวลากลางคืนด้วย

...ส่วนหมวดไร่และสวนผักก็ต้องมีเวรรดผัก ตัดผักขาย เหล่านี้ใช้แรงงานนักเรียนทั้งนั้น หมวดไร่ก้เช่นเดียวกัน การขนปถ๋ย การไถไร่ การนำกระบือส่งคืนคอกสัตว์ เป็นหน้าที่ของนักเรียนหมู่ที่เป็๋นเวรอยู่ไร่จะต้องรับผิดชอบ เนื่องจากขณะนั้นการจ่ายงานเช้าและเย็นเข้าแถวรวมกันหมดทั้งโรงเรียนทางหัวหน้างานแบ่งเป็นหมู่ๆ หลังจากสั่งแบ่งหมู่แล้วหมู่ไหนประจำอะไรก็ไปดลย ไม่ต้องกลับมาเข้าแถวอีกจนกว่าจะครบหน้าที่ จึงกลับเข้ามารายงานเข้าแถว
ส่วนนักเรียนที่เหลือจากแบ่งหมู่แล่วก๋จ่ายไปทำงานอื่นๆ เช่นขุดตอ ถางหญ้า ตักนำขุดสระ ขุดร่องนำและอื่นๆ ซึ่งทางโรงเรียนกำหนดไว้เรียกว่า กองกลาง ตลอดจนการจัดถนนจากโรงเรียนไปถึงสันทราย เช่นการถมที่เป็นบ่อเป็นหลุมใช้แรงงานนักเรียนทั้งสิ้น คราวหนึ่งเอารถยนต์บรรทุกนักเรียนไปทำถนนจนกันชนรถยนต์หักเพราะนักเรียนนั่งอยู่ที่กันชนหน้าหม้อน้ำกลิ้งไปรถยนต์ทับเกือบไม่รอดชีวิต แต้ป่วยเป็นแรมเดือน

...นอกจากนี้ในขณะที่ในเวียงเขาจัดงานฤดูหนาว อาจารยน์ใหญ่พระช่วงฯ กำหนดงานให้ คือ นักเรียนทั้งหมดต้องขุดสระให้เสร็จตามที่กำหนดให้จึงจะอนุญาตให้ลาไปเที่ยวงานฤดูหนาวได้ เพราะความสนุกสนานของงานฤดูหนาวนี่เอง จึงบันดาลให้นักเรียนในปัจจุบันนี้ได้อาบน้ำในสระเกษตรสนาน ชำระมลทินในวันที่ 7 มิถุนายนทุกๆปี
นอกจากขุดสระแล้ว ก็สร้างสนามฟุตบอล บ่อน้ำดื่ม ในสมัยนั้นน้ำหมืองยังไม่ผ่านโรงเรียน นักเรียนต้องใช้กระบือคู้หนึ่งเทียมเกวียนไปตักน้ำและลากน้ำดื่มจากบ่อน้ำที่หนองบัวเหนือสถานีทดลองมาใส่ถังไว้ เพราะบ้านพักเป็นบ้านพักชั่วคราว จึงไม่สามารถเก็บน้ำฝนได้ และเราก็้มีเพียง 2-3 ใบเท่านั้น ต่อจากนั้นทางโรงเรียนติดต่อแป๊บเอาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้ ก็ได้รับความสดวกขึ้นนิดหน่อย ต่อมาเหมืองแม่แฝกสำเร็จ ทางโรงเรียนจึงขุดเหมืองซอย 11 ไปรับน้ำเหมืองจากเหมืองใหญ่ และทำน้ำปะปาขึ้นใช้ดังที่พวกเราเห็นกันอยู่

...ในด้านสุขภาพ อนามัย และการกิฬา ในสมัยที่เหมืองซอยยังไม่มาก ยุงก้นปล่องยังไม่ชุมไข้จึงมีน้อย นักเรียนป่วยท้องเสียกันมาก เพราะขณะนั้นมีแต่แม่ค้าขายกล้วยน้ำหว้า มะม่วงสุก ขนุน ขนมเช่นทุกวันนี้ไม่มีขาย แม่ค้าขายขนมี้ส่วนมากเป็นชาวบ้านต้นผึ้ง แม่ริม ป่าใผ่ จะหาขนมกินให้จุใจได้ต้องออกแรงไปที่ตลาดสันทรายในบ่ายวันเสาร์แต่ขากลับต้องมีของฝาก
เพื่อนฝูงบ้าง แต่ผู้ที่ออกไปสันทรายมักจะถูกเพื่อนฝากซื้อขนมเป็นจำนวนมากแบกกลับแทบไม่ไหว จึงทำให้เราคิดว่าถ้าเราซื้อขนมแห้งเก็บไว้ไม่เสียมาไว้มากๆ ใครอยากรับประทานก็ซื้อจากเราโดยราคาทุนเพื่อตัดภาระในการรับฝากซื้อ เสนอขออนุญาตอาจารย์ อาจารย์ก็เห็นชอบสนับสนุน ขั้นแรกก็มีแต่ขนม ต่อิมาทางโรงเรียนเข้าช่วยจัดการและลงทุนให้นิดหน่อย และนักเรียนทุกคนก็ลงมุนด้วย เช่น ลงทุนคนละ 1 บาท ให้มีสิ่งจำเป้นจำหน่าย เช่น แสตมป์ ซองจดหมาย ต่อๆมาจึงกลายเป็นร้าน "กสิกรผดุง" และเปลี่ยนสภาพมาเป็นสโมสรข้าราชการในปัจจุบัน

...ส่วนการกิฬานั้น ชั้นแรกในปี 2478 เราส่งฟุตบอลรุ่นกลางเป็นทีมแรกของแม่โจ้ ไปแข่งขันในเมือง และก็ชนะเสียด้วย จึงทำให้คนในเมืองรู้จัก "แม่โจ้" ขึ้นมาบ้าง เฉพาะในหมู่แฟนฟุตบอล ส่วนที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอลเมื่อเห็นนักเรียนแม่โจ้ก็มักจะวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา บ้างก็คิดว่าเป็นพวกอบรมป่าไม้ บ้างก็ว่านักเรียนไปรษณีย์ หรือไม่ก็รถไฟ เมื่อปีต่อๆมาก็ส่งฟุตบอลรุ่นใหญ่เข้าแข่งขันอีก ปรากฎว่าทีม "แม่โจ้" ชนะติดๆกันมาทุกปี จึงได้ถ้วยได้โล่มากมาย นอกจากทีมนักเรียนแล้ว แม่โจ้ยังมีทีมฟุคบอลเข้าแข่งขันกับทีมประาชนด้วย แล้วทีมอื่นๆก็สู้ทีมแม่โจ้ไม่ได้ จึงมีชื่อเสียงตลอดมาจนกระทั่งกรรมกรสามล้อที่ชอบพนันขันต่อฝ่ายแม่โจ้ไม่เคยผิดหวัง ถ้าเป็นนักฟุตบอลแม่โจ้ออกจากสนามยุพราชมาแล้ว "ฟรีครับ" นี่เป็นคำกล่าวของกรรมกรสามล้อ พวกนี้จำได้แม้กระทั่งหน้าตา ชื่อของนักฟุตบอลแม่โจ้ เช่น คุณ แผ่พืช เทพหัสดิน คุณตุ่ม ทับทิมทอง ซึ่งเป็นดาราฟุตบอลในสมัยนั้น

...ในด้านกรีฑาก็มีวิ่งทน วิ่งเร็ว แข่งกับเขาด้วย เช่น คุณประวัติ สายทองสุข คุณอนันต์ รัตนพล ซึ่งเป็นนักวิ่งเร็วที่นักเรียนโรงเรียนอื่นๆเฆี่ยนไม่ลง กับคุณปราณี แจ้งเจนกิจ คุณพยัญ มหาวัฒน์ ซึ่งเป็นนักวิ่งทนหาตัวจับยาก วึ่งทั้งในกรีฑานักเรียนและประชาชน ขอโทษที่ต้องกลับมาพูดถึงอนามัยโรงเรียนต่อ ประมาณ 4-5 ปี ก็มีร่องระบายน้ำเหมืองซอยมากขึ้น โดกาสของยุงก้นปล่องก็แพร่พันธุ์มากขึ้นทำให้แม่โจ้เป็นดงไข้มาเลเรีย การเป็นไข้ ชักและเพ้อ ดู้ป็นของธรรมดาสำหรับแม่โจ้ ถึงกับปลิดชีพนักเรียนไป 2 คน นั่นเป็นสิ่งเตือนรัฐบาลอย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้นทางกระทรวงสาธารณสุขมีโครงการปราบไข้มาเลรีย จึงได่ส่งนายแพทย์และเจ้าหน้าที่พร้อมเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ ได้มาทำการปราบยุง และจ่ายยาบังคับให้นักเรียนรับประทานยาควินิน พลาสโมควิน มีการตรวจโลหิตเป็นประจำ จึงทำให้เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนที่เป็นไข้ลดลง และสุขภาพของนักเรียนก็ค่อยๆดีขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้

สุดท้ายนี้ขออภัยทุกท่านที่ได้อ่าน บางทีอาจมีเหตุการณ์ที่มิได้กล่าวถึงกับทั้งขาดตกบกพร่องหวังว่าคงได้รับการอถัย ทั้งนี้เพียงประสงค์ให้นักเรียนเปรียบเทียบสภาพความเป็นอยู่ในอดีตกับปุจจุบันนี้ดู เพื่อเ็ป้นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งดีงามที่รุ่นก่อนๆ ได้สร้างไว้ ขอให้นักเรียนปัจจุบันจงช่วยกันนักษา สิ่งที่รุ่นพี่ๆ ได้สร้างไว้ กับทั้งพยายามสร้างชื่อเสียงเพิ่มเติมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่จะรักษาคำว่า "แม่โจ้" ให้เป็นมิ่งขวัญของรุ่นน้องๆ ที่มีเจตจำนนงจะมาเรียน "แม่โจ้" ในอนาคตโน้นเถิด.

(จาก ชีวิตนักเรียนแม่โจ้ในอดีต โดย อ.กำจร ปุญแปง พิมพ์ในหนังสือ แม่โจ้อนุสรณ์ 2499)
นำลงในหนังสือ แม่โจ้อนุสรณ์ 2505


หมายเหตุจากผู้เรียบเรียง. กำจร บุญแปง ชื่อเดิม คือ ตาคำ บุญแปง เลขประจำตัว 2 เป็นนักเรียน แม่โจ้รุ่น 1 พ.ศ. 2477 หลักสูตร ปปก. ที่มีนักเรียนเพียง 48 คน เมื่อจบแล้วก็เป็นครูสอนที่ แม่โจ้ ตราบจนเกษียณอายุ.
ส.จันทร
2 กรกฎาคม 2548

BACK TO MAEJO.NET

Maintained page by Sanguan Chantalay
July 2, 2005

Updated: August 15, 2006