Kamjorn Boonpaeng, Maejo student code No. 2, the author of The unforgettable Maejo in mind.

ความหลังที่ยังไม่ลืม

โดย

กำจร บุญแปง เลขประจำตัว 2


ปี ๒๔๗๖ ข้าพเจ้ายังเรียนชั้นมัธยม ได้ยินชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เขากำลังขุดลำเหมือง (แม่แฝก) พร้อมกับได้ยินเสียงรถขุด ทำงานทั้งกลางวัน กลางคืน อยากจะเห็นเลยปั่นรถจักรยานไปดู เพราะบ้านอยู่สันทรายนี่เอง เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่ามีสถานีทดลองตั้งอยู่ก่อน เพียงแต่สร้างที่ทำงานชั่วคราวมุงสังกะสี (เดี๋ยวนี้รื้อเสียแล้ว) มีบ้านพักพนักงานและหัวหน้าสถานีเพียงสามสี่หลัง พอปลายปี ๒๔๗๖ สอบไล่ชั้นมัธยมเสร็จเพื่อนชั้นเดียวกันบอกข้าพเจ้าว่าเขาไปสมัครเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมซึ่งตั้งขึ้นที่ห้วยแม่โจ้ ข้าพเจ้าก็ไปสมัครกับเขาบ้าง เข้าใจว่าคงสมัครไม่ได้ เพราะปีก่อนๆ สมัครกันมากเขารับเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น ไปเรียนที่ทับกวาง พวกนักเรียนชั้นเดียวกันพาไปสมัคร มีจำนวนตั้ง ๒๑ คน แต่ปรากฏว่าเขารับเป็นนักเรียนทุนจังหวัดเชียงใหม่ถึง ๒๒ คนในที่สุดคนสุดท้ายคือท่านผู้อำนวยการคนปัจจุบัน (อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย) ต่อมาทางแผนกธรรมการจังหวัด (ศึกษาธิการจังหวัด) สั่งให้ผู้สมัครไปพบและรายงานตัว ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นคุณพระช่วงเกษตรศิลปการนั่งอยู่ด้วย จำท่านได้แม่นเพราะอะไรก็เดาเอาเถอะ ท่านได้นัดแนะให้ขนของเข้าไปแม่โจ้ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๗๗ พวกเราต่างขนของกันมาที่สันทราย มีพวกเดียวกันหลายคน ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าเป็นใครบ้างไปพักที่บ้านข้าพเจ้าเพื่ออาศรัยเดินทางเข้าแม่โจ้ด้วยกัน และข้าพเจ้าก็อาศรัยเกวียนบรรทุกกระเป๋าของพวกเรา เอารถจักรยานผูกติดท้ายเกวียนไปด้วย เพราะขี่ไม่ได้ทางเป็นทรายมาก แล้วก็เป็นทางเดินเท้าและทางเกวียนเพียงแคบๆ เท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ทางโรงเรียนจัดให้ไปคอยรับที่สันทราย

ข้าพเจ้าจำได้ว่ามีนักเรียนทุนจากจังหวัดแพร่เข้าไปอยู่ในแม่โจ้ก่อนพวกเชียงใหม่
พอเกวียนบรรทุกของไปถึงที่โรงครัวใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๗ (หน้าหอ ฝ.ค.) จำได้ว่าเป็นโรงครัวมุงใบตองตึง และม้านั่งก็ใช้ไม้กระดาน ๒ แผ่น ยกแคร่เหมือนโต๊ะเรียนประชาบาลสมัยก่อน ฝาครัวไฟก็ฝาใบตองตึง อะไรๆ ก็ใบตองตึงทั้งนั้น พวกเราเห็นนักเรียนทุนจังหวัดแพร่แต่งชุดหม้อห้อม ผ้าขาวม้าแดงคาดพุงทำงานแถวๆ นั้น คิดว่าคนงานทำไมหนุ่มๆ ทั้งนั้น

จากนั้นอาจารย์คุณพระช่วงก็ชี้ให้ขนของไปที่บ้านหลังที่สอง โอ๊ย ! หลังคาใบตองตึง ฝาตองตึง พื้นกระดานปูยกสูงสองข้าง ทางเดินตรงกลางตามยาวนั้น ระดับต่ำกว่าที่เรานอน ในใจนึก แหม ! มันท่าสนุกดีแน่ๆ พอเก็บของไว้บนบ้านพักเสร็จ อาจารย์ก็สั่งให้นักเรียนที่อยู่ก่อน (นักเรียนที่มาจากจังหวัดแพร่) พาไปที่ทำงานของสถานีทดลอง หลังที่มุงสังกะสีนั่นเอง มีอาจารย์ตัวเตี้ยๆ ใส่หมวกสานไม้ไผ่ปีกกว้างเบ้อเร่อ (จำได้ว่าเป็นอาจารย์สวัสดิ์ วีระเดชะ) เรียกชื่อจ่ายของให้ ต่างก็กระหยิ่มใจเพราะได้สมบัติเป็นครั้งแรก คือ เสื่อรำแพน (ตรานกยูง) ๑ ผืน มุ้ง ๑ หลัง หมอน ๑ ใบ จอบ ๑ เล่ม ขวาน ๑ เล่ม กระแป๋งตักน้ำ ๑ ใบ ดูเหมือนจะเท่านั้นแหละ พรรคพวกที่ไปด้วยกันต่างยิ้มแป้นกับสมบัติครั้งแรกในแม่โจ้ พากันมาเก็บไว้ที่บ้านพักซึ่งพวกเราเรียกว่า "บ้าน ๒" เย็นนั้นก็ทานอาหารโรงครัวเป็นครั้งแรกในแม่โจ้ และยังไม่มีช้อนส้อม ก็ใช้ช้อนสังกะสีไปก่อน ตอนค่ำได้ยินเสียง "แก๊งๆ" มันเสียงอะไรกัน พุทโธ่ ! ก็เสียงคนยามตีท่อนเหล็กคล้ายรางรถไฟ บอกเวลา
ด้านหอพักหรือบ้านพักนอกจากมุงด้วยใบตองตึง ฝาขัดแตะใบตึง เครื่องบน เช่น กลอนก็ไม้ตึงอ่อนลำกลมๆ เท่าแขน ไม้ตึงอ่อนนี้ตัวมอดชอบเจาะเสียด้วย ใต้ร่มชายคาบ้านพักตอไม้ที่ยังไม่ได้ขุดสูงแค่บั้นเอว อาจารย์ใหญ่ชี้บอกว่า "ไอ้เหล่านี้ (ตอไม้) พวกเธอต้องทำความสะอาดเอาเอง" พวกข้าพเจ้ายิ้ม (แทบจะหงายหลัง) เพราะยังไม่เคยรู้จักกับ "เจ้าตอ" เลยในชีวิต

ส้วมเจ้ากรรมอยู่ใหน ปวดท้องจัง โน่นในป่าตรงที่เขาเอากิ่งไม้ปักล้อมรอบนั่นไง ตรงหลุมมีไม้กลมโตขนาดขาวางขวางปากหลุมไว้ ๒ ท่อน เออ ! เสร็จไปอย่างละ เอ๊ะ ! เย็นนี้เราไปอาบน้ำที่ไหนกันล่ะ เห็นพวกบ้าน ๑ ไปที่ลำห้วยแม่โจ้พร้อมกับถือกระแป๋ง (น้ำคุ) เราก็ไปบ้าง โธ่ ! เขาไปขุดบ่อทราย ตักน้ำบ่อทรายมาไว้กินตอนกลางคืนกัน งั้นพวกเราไปทางเสียงหมาเห่าทางทิศตะวันตกกันไหมล่ะ ? ก็เป็นหมู่บ้านแม่โจ้ เราเดินโท่งๆ เข้าบ้านเขา พร้อมกับขออาบน้ำที่บ่อน้ำ เอ้อเหอ ! บ่อน้ำมิใช่ตื้น ตักขึ้นมาก็แสนลำบาก เป็นอันว่าการอาบน้ำได้เสร็จไปละ เย็นวันนั้นกลับมานอนอย่างบรมสุขที่หอตองตึง


รุ่งขึ้นตีห้าครึ่งเสียง "แก๊งๆ" เสียงอะไรกัน เราไม่เข้าใจความหมายของเสียง "แก๊งๆ" นั้น จึงรออีกหน่อยก็ตื่นขึ้น พบอาจารย์ใหญ่ตั้งแต่เช้ามืด ท่านบอกว่าให้ไปหาช่างไม้ยืมขวานเขามาทำด้ามขวานและด้ามจอบเอาเองนะ เราก็เรียนวิชาทำด้ามจอบ ด้ามขวานกับคนงานนั่นแหละ พวกเราบางคนแอบจ้างคนงานทำให้ อาจารย์ใหญ่รู้เข้าต้องนั่งฟังเทศน์กัณฑ์ขนาดเขื่องกันเสียหนึ่งกัณฑ์จนน้ำตาไหลรินพอประมาณ ก็เสียงระฆัง "แก๊งๆ" บอกเวลาอาหารเช้า ขณะเดียวกันก็ได้รับเทศนาจากอาจารย์สุวัฒน์ (สีมุ) ว่า "พวกที่มาเมื่อวานนี้ทำใมไม่ไปลงงานเช้า" "ผมไม่ทราบแก๊งๆ อะไรครับ" "นั่นแหละระฆังลงงาน ประเดี๋ยว ๙ น. เอาจอบเอาขวานไปพร้อมกันที่โรงครัวนะ" จากนั้นก็มาเจอเจ้าตอตองตึงที่ชายคาบ้านที่เห็นเมื่อวานนั่นแหละ เราต่างพากันทำความสะอาดบริเวณบ้านพักให้เรียบร้อย อาจารย์สุวัฒน์ (สีมุ) ก็บอกให้ทราบว่า "แก๊งๆ" ที่ยามตีเวลา ๕.๓๐ น. ให้ไปเรียกชื่อลงงานที่โรงครัว จากนั้นเราก็ค่อยๆ รู้ระเบียบขึ้นมาเป็นลำดับ

ตั้งแต่เข้าแม่โจ้ยังไม่เคยเรียนหนังสือเลย เขาจะสอนวิชาอะไรกันบ้างก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่าบางคนมือไม้แตกร้องไห้จะขอลาออก อาจารย์ใหญ่ก็ไม่อนุญาต ที่สุดมือมันก็ชินไปเอง เพราะขณะนั้นมีแต่ขุดตอโตโอบแทบไม่รอบ ทำตั้งแต่ ๙ น. จนถึง ๑๖ น. ทุกวัน ไม่ได้เรียนหนังสือเลยเป็นแรมเดือน


วันที่ ๗ มิถุนายน ทางอาจารย์บอกว่าเวลา ๙ น. ให้แต่งตัวเข้าห้องเรียน จะเริ่มเปิดเรียนวันนี้ พวกเราคงเดาไม่ถูกว่าเครื่องแบบเข้าเรียนเป็นอย่างไร เครื่องแบบชุดแรกของแม่โจ้ คือเสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้น กางเกงขาสั้นผ้าเมืองสีน้ำตาล (ผ้าตุ่นที่ทอแถวป่าซาง) หมวกใบลานมีผ้าพัน (ดีกว่าที่เขาสอบไถนาหน่อย) ถุงเท้ายาวสีกากีแกมเขียว ขณะนั้นท่านอาจารย์ก็ใช้กางเกงผ้าตุ่นกัน พวกนักเรียน 46 คน ก็เข้ามานั่งชั้น (ภายหลังมีย้ายมาจากที่อื่นอีก ๒ คน เป็นอันว่ามีนักเรียนปีแรกมีเพียง ๔๘ คน) ทางอาจารย์ใหญ่ก็เชิญผู้ใหญ่มากล่าวเปิด ที่จำได้ก็มี คุณหลวงอิงคศรีกสิการ เจ้าราชภาคิไนย ณ เชียงใหม่ หัวหน้าศาลขณะนั้น กล่าวตักเตือน เจ้าราชภาคิไนย ท่านเข้าใจว่านักเรียนที่นั่งเรียนอยู่นั้นทั้งหมดเป็นคนภาคเหนือ จึงกล่าวตักเตือนเป็นภาษาเมืองเหนือ ที่จำได้ว่า
". . . . . สูเจ้าฮู้แล้วว่าดี สูเจ้าจึงมาเฮียน . . . ."

คุณประเสริฐ รัตนาคม , คุณชาย สุอังคะ , คุณละออง เทศวิบูลย์ ซึ่งเป็นคนภาคกลางก็มองหน้ากันอย่างงงงวยไปหมด ไม่รู้ว่าโอวาทนั้นว่าอะไร

ต่อจากนั้นมาก็เริ่มได้เรียนหนังสือกัน ระเบียบประจำ คือ
๕.๓๐ น. ระฆังปลุก
๕.๔๕ น. ระฆังเตรียมตัวลงงาน
๖.๐๐ น. ระฆังเรียกชื่อ เริ่มลงงาน
๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เรียนหนังสือ
๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ลงงานตอนบ่าย
๑๗.๐๐ น. ระฆังรับประทานอาหารเย็น
๑๙.๐๐ น. ระฆังเรียนหนังสือตามลำพัง (Private Study)
๒๑.๐๐ น. ระฆังสวดมนต์ไหว้พระและดับไฟนอน

การคมนาคมสมัยนั้น ดีที่สุดก็ขื่รถจักรยานไปตามทางเกวียน แต่ก็มีเพียงสองสามคนที่ใช้รถจักรยาน ส่วนมากเดินจากแม่โจ้ตัดทางหลังวัดแม่แก้ดน้อย ผ่านข้างวัดแม่แก้ดหลวง ผ่านบ้านปิฎก ออกที่ข้างบ่อน้ำด้านตะวันตกวัดสันทรายหลวงนั่นแหละ แล้วจับสามล้อชนิดพ่วงข้างนั่งหันหลังให้กัน นั่งได้ ๒ คน ค่าโดยสารคนละ ๑๕ สตางค์ เพราะมีรถยนต์เดินจากเมืองถึงสันทรายเพียงคันเดียว


ระเบียบการเข้าเมือง ท่านอาจารย์ใหญ่ชี้แจงว่า อนุญาตให้ลาเข้าเมืองสองสัปดาห์ครั้ง และให้ลงชื่อไว้ที่สมุดว่าพักที่ใหน ลาธุระอะไรบอกตามความเป็นจริง มีคนหนึ่งเขียนเหตุการณ์ที่ลาว่า "กึ๊ดเติงหาอุ๊ย" เวลากลับต้องให้ทันอาหารมื้อเย็นที่โรงครัว


ระเบียบอื่นๆ เวลาลงงานแต่งตัวชุดหม้อห้อม ขณะที่ทำงานจะสูบบุหรี่หรือทานอะไรไม่ได้ คุยเสียงเอ็ดตะโรไม่ได้ ต้องการไปธุระจำเป็น เช่น ถ่ายหนัก เบา ต้องลาอาจารย์คุมหมวด เลิกก่อนระฆังไม่ได้ ต้องหาเครื่องมือสำหรับใช้กับควายให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ควายเจ้ากรรมอยู่เสียที่หนองบัวด้านเหนือสถานีทดลอง เวลาจะไถก็ต้องไปเอาที่คอกหนองบัว เลิกไถแล้วก็เอาไปส่งที่หนองบัว จึงกลับมารับประทานอาหาร กลับถึงโรงครัวก็ยังมีข้าวที่เพื่อนวงเดียวกันแบ่งไว้ให้เหลืออยู่ที่โต๊ะ นอกนั้นเขากลับไปนอนงีบกันหมดแล้ว ขอให้งีบได้สักห้านาที สิบนาทีก็เอาละ มันเพลียเหลือกำลังเกรงจะนั่งง่วงในชั้นเรียน
นอกจากนั้นนักเรียนทุกคนต้องเข้าเวรเลี้ยงสุกรไม่ต้องลงงาน ตื่นเช้า ๖.๐๐ น. ก็ไปเรียกชื่อตามระเบียบ อาจารย์สุวัฒน์จะสั่งว่า "เวรไปได้" เวรเลี้ยงสุกรต้องหาปีบเปล่าๆ ราว ๖ ปีบ ตระเวนไปเอาเศษอาหารตามบ้านอาจารย์ แล้วเอาผสมรำให้สุกร เวลา ๗.๓๐ น. จึงจะเลิกได้ กลางวันเขาลงงานก็ต้องหาผักหญ้าให้หมูกิน กวาดคอกสุกร ล้างคอกสุกร จนกว่าจะถึงเวลา ๑๖ น. จึงให้อาหารสุกร ต้องทำเวรอยู่หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ไม่เว้นวันเสาร์ อาทิตย์ ใครเป็นเวรต้องอยู่ตลอด แม้แต่สุกรคลอดกลางคืนก็ต้องไปดู ขณะที่ยังรับผิดชอบเวรอยู่


แล้วยังมีเวรบ้านพัก กวาดบ้านพัก ถูพื้น (ทั้งๆ ที่กระดานมิได้ไสกบ) และกวาดบ้าน อาจารย์ใหญ่มาตรวจดูเสมอ ภายในบ้านก็มีที่เก็บของ เก็บจอบไว้ให้เป็นระเบียบ เก็บกระป๋องตักน้ำไว้ จัดที่นอนให้เรียบร้อย
พอถึงปีที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๗๘) ข่าวดีก็ประกาศออกมาว่า ทางโรงเรียนจะจ่ายที่นอนให้ แต่ที่นอนอยู่ที่ตลาดสันทราย ขนเข้าแม่โจ้ไม่ได้เพระเป็นฤดูฝน รถยนต์ของโรงเรียนมีรถยนต์บรรทุก Inter อยู่คันหนึ่ง เวลาที่จะแล่นเข้าแม่โจ้ได้ขณะนั้นก็เฉพาะฤดูแล้ง ที่ชาวนายังไม่ได้ไถนา ฤดูแล้งขับจากสันทรายมาลงทุ่งนาหัวสันทราย (ตรงสวนลำไย สวนผักจีนหัวสันทราย) ผ่านทุ่งนาไปทางวัดแม่แก้ดหลวง ไปเข้าทางด้านใต้วัดแม่แก้ดน้อยมาถึงเนินสูง เข้าทางด้านหน้าคอกแพะ ตกลงเป็นอันว่าผู้ที่ได้รับจ่ายที่นอนต้องไปเอาเองที่สันทราย ส่วนมากก็จ้างชาวบ้านหาบไป คนหนึ่งก็หาบได้ ๒ ที่เท่านั้น ค่าจ้างที่ละสลึง คนหาบจึงได้ค่าจ้างเที่ยวละสองสลึง คนรับจ้างดีใจแทบตาย พอได้ที่นอนในปีที่ ๒ และหลังดูจะหายด้านไปบ้าง แต่หลังมุ้งเจ้ากรรมทำไมตื่นเช้าจึงหย่อน โธ่เอ๊ย ! ขี้มอดตกลงมาทุกๆ วัน ต้องเอาออกทิ้ง ถ้านอนไม่ได้กางมุ้ง ตื่นขึ้นจำเป็นต้องทาแป้ง หน้ามันขาวเพราะขี้มอดจับ

และเดือนพฤษภาคม ๒๔๗๘ ทางโรงเรียนก็เปิดรับสมัครนักเรียนวิสามัญเกษตรกรรมรุ่นแรกขึ้น ปรากฏว่าเป็นนักเรียนภาคกลางเป็นส่วนมาก ภาคเหนือมีไม่กี่คน เราจึงรับน้องใหม่เอาตั้งแต่ไปรับตัวที่สถานีรถไฟ นอกจากนั้นแผนกฝึกหัดครูก็เปิดรับอีกเป็นฝึกหัดครูรุ่นที่ ๒ จึงมีนักเรียนเกือบสามร้อยคน ล้วนแต่ "เด็กโค่ง" ทั้งนั้น บ้างก็หนวดเฟิ้ม บ้างก็มีลูกเมียมาแล้ว อายุจะแก่กว่าครูเสียอีก มักจะเป็นพวกสอบตก ม.๘


การทัศนาจร เนื่องจากนักเรียนรุ่นแรกของฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือ (แม่โจ้) เป็นนักเรียนทุนของจังหวัดต่างๆ เขาให้ทุนค่าอาหารเดือนละ ๑๐ บาท ถึงปี ๒๔๗๘ ให้เป็นเดือนละ ๑๒ บาท ทางโรงเรียนเบิกมาดำเนินการเองทั้งสิ้น มีน้อยคนที่เรียนโดยทุนส่วนตัว ทางโรงเรียนก็หักป็นค่าอาหาร เหลือคนละไม่กี่บาทต่อเดือน เมื่อเก็บรวบรวมไว้ได้ทางโรงเรียนก็พาพวกเรา ๔๘ คน ไปทัศนาจรต่างจังหวัด เดินทางโดยรถไฟตรงไปพระนครก่อน เยี่ยมกระทรวงธรรมการ มีหลวงสินธุ สงครามชัย เป็นรัฐมนตรี เมื่อเยี่ยมคำนับท่านรัฐมนตรีแล้วก็ไปชมสถานที่สำคัญๆ ที่จำได้แม่นก็โรงเรียนศิลปากร นักเรียนศิลปากรเลี้ยงอาหารกลางวัน และมีการแสดงร่ายรำ ร้องเพลงให้ฟัง ที่กระดานดำหน้าหอประชุม อาจารย์ใหญ่ (หลวงวิจิตรวาทการ) เขียนไว้ว่า "พวกท่านให้อาหารทางกาย พวกข้าพเจ้าให้อาหารทางใจ" เพราะเหตุนี้จึงทำให้นักเรียนแม่โจ้ฝันหวานไปตามๆ กัน พอถึงฤดูหนาวก็ส่งกะหล่ำดอก กะหล่ำปลีไปตอบแทนนักเรียนศิลปากรบ้าง นอกจากชมสถานที่ต่างๆ ในพระนคร ก็ออกไปสมุทรปราการ ชลบุรี ป้อมพระจุลฯ สันดรปากน้ำเจ้าพระยา โดยความเอื้อเฟื้อของศิลปากรได้รับการต้อนรับจากทหารเรือที่ป้อมพระจุลฯ ต่างก็อิ่มและหอบขนมกลับเข้าพระนครกัน ขากลับก็แวะดะมาทุกจังหวัดที่อยู่ใกล้ทางรถไฟ ผ่านตั้งแต่อยุธยา จนสุดท้ายถึงลำปาง


ในปีต่อมา (พ.ศ. ๒๔๗๙) ผู้เขียนก็กลับเข้าไปสอนที่แม่โจ้อีก จึงเห็นเหตุการณ์ตลอดมาจนถึงปี ๒๔๘๓ จึงได้ตั้งเป็นเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบจากแม่โจ้ไปทำปริญญาตรีต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน
ความหลังที่ยังระลึกได้ยังมีอีกมากนัก จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน หากมีโอกาสคราวต่อไปก็จะเล่าเพิ่มเติมใหม่


๐ จาก หนังสืออนุสรณ์แม่โจ้รุ่น ๓๔ พ.ศ.๒๕๑๔
(ภาพและบทความจัดทำดิจิตอลโดย วินับ สุขสำราญ แม่โจ้ รุ่น 34)

เพิ่มภาพ 26 ก.ค. 2548

Kamjon Boonpaeng in the old days.
Kamjon the No. 2 student code of  Maejo.
อ.กำจร บุญแปง
ในช่วงรับราชการเป็นอาจารย์ที่แม่โจ้
ไปดูงานในต่างประเทศ
KP in our memory.

 

BACK TO MAEJO.NET


Maintained page by Sanguan Chantalay
July 18, 2005

Updated; August 15, 2006