สัมภาษณ์คนเด่น

ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย แม่โจ้ รุ่น 1

ศาสตราจารย์  ดร.วิภาต  บุญศรี  วังซ้าย
อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้
อายุ  ๖๘  ปี  แม่โจ้  รุ่น  ๑

B.S.A. (University  of  The  Philippines  at  Los  Banos)
M.S.  (Oklahoma  State  University)

(จาก  “วารสารแม่โจ้”  ปีที่  ๗  ฉบับที่  ๒  เดือนธันวาคม  ๒๕๒๕  -  มกราคม ๒๕๒๖)


สวัสดีครับท่านผู้อ่านและลูกแม่โจ้ที่รักทุกท่าน 

วารสารแม่โจ้ยุคพัฒนาใหม่ทางกองบรรณาธิการจะได้จัดให้มีการสัมภาษณ์คนเด่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการการเกษตร  หรือเกี่ยวข้องของสถาบันฯ  ทั้งทางตรงทางอ้อม  อาทิเช่น  เกษตรกรดีเด่น  ศิษย์เก่าดีเด่น  ฯลฯ  ซึ่งเราคาดคิดว่าผลจากการสัมภาษณ์อาจจะได้ข้อคิดอะไรบางประการที่ผู้อ่านหรือลูกแม่โจ้พึงจะได้รับบ้าง ในรายการสัมภาษณ์คนเด่นปฐมฤกษ์  ทางกอง  บ.ก ได้เลือกสัมภาษณ์ท่านอธิการบดีของสถาบันฯในฐานะที่ทั้งเป็นศิษย์เก่าและผู้บริหารของแม่โจ้  ที่มีความผูกพันกับแม่โจ้มากกว่า  ๓๕  ปี 
ทั้งนี้  ได้มอบหมายให้  ดร.  เทพ  พงษ์พานิช  เป็นผู้สัมภาษณ์และรายงานการสัมภาษณ


ผู้สัมภาษณ์  :  ในฐานะที่ท่านอธิการบดีเป็นผู้บริหารหรือพูดง่าย ๆ ว่าปกครองแม่โจ้มาตลอดกว่า  ๓๐  ปีนั้น  ท่านมีวิธีการอย่างไรครับ?

อธิการบดี  :  ผมยึดหลักของพระพุทธองค์  คือ  นักบริหารที่ดีและจะประสบความสำเร็จในการบริหารงานและปกครองคนนั้นต้องมี  “ พรหมวิหาร  ๔ ”  จะต้องมี  เมตตา  กรุณา  มุธิตา  อุเบกขา  เป็นที่ตั้งพร้อมทั้งยึดหลักทศพิธราชธรรมเพราะเป็นผู้ปกครองและต้องมีความสามารถรอบรู้ในการงานหน้าที่ของตน  ถ้าเป็นผู้บริหารขาดหลักดังกล่าวแล้ว  ความวุ่นวายและความไม่เรียบร้อยย่อมเกิดขึ้น

ผู้สัมภาษณ์ ท่านอธิการบดีคิดว่าการเรียน  การสอนของแม่โจ้นั้น  ควรหรือที่จะมีเอกลักษณ์ของตัวเองหรืออย่างไร?

อธิการบดี  :  อันนี้แน่นอน  แม่โจ้ต้องลักษณะการเรียน  ต้องไม่เหมือนใครและอาจจะไม่มีใครเหมือน  ผมเคยพูดเสมอแม้แต่นโยบายและปรัชญาของแม่โจ้  ในยุคเก่าหรือปัจจุบัน  แม้ว่าเป็นระดับอุดมศึกษาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม  เรายังยึดหลักที่ว่าจะต้องเรียนรู้หนักก็ไปทางปฏิบัติ  การเก่งงานกรำแดด  กรำฝน  งานหนักสู้  แต่ในเวลาเดียวกันเราต้องคอยดูวิชาการสมัยใหม่บ้างไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาขุดดินอย่างเดียวจนไม่รู้ว่าวิทยาการเกษตรไปถึงไหนแล้ว  เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ให้ทันเหตุการณ์และยังมีความคิดว่าแม่โจ้ควรจะรับนักศึกษาหรือผู้ที่จบ  ปว.ส. , ป.ม.ก.  หรือปี  ๕  แล้วมาต่ออีก  ๒  ปี  ให้ได้ปริญญาตรี  ยังไม่เห็นด้วยที่จะมีหลักสูตร  ๔  ปี  คือรับนักศึกษาที่จบ  ม.ศ.  ๕  หรือ  ม.ศ.  ๖  หรือ  ม.  ๖  ตามหลักสูตรใหม่มาเรียนต่อเพราะเกรงว่าจะไม่สู้งานหนักและนักศึกษาอาชีวเกษตรของกรมอาชีวศึกษาจะไม่มีที่ไปผมหมายถึงขณะนี้เท่านั้น  แต่ในอนาคตสักระยะหนึ่งอาจจะเปิดหลักสูตร  ๔  ปีก็ได้

ผู้สัมภาษณ์  :  ในความคิดเห็นของท่านอธิบดีนั้น  ท่านคิดว่าในอนาคตของแม่โจ้นั้น  ควรจะพัฒนาไปในทิศทางหรือรูปแบบอย่างไร  ?

อธิการบดี  :  ผมสามารถแยกได้  ๓  ข้อใหญ่ ๆ คือ

  1. แม่โจ้ควรจะทำหลักสูตรในสาขาต่าง ๆ เพิ่มขึ้นไป  แต่ควรจะเป็นวิชาการเกษตรเท่านั้น  อาจจะเปิดคณะเพิ่มขึ้นแต่ต้องเกี่ยวข้องกับการเกษตร  ยังไม่เห็นด้วยที่จะเปิดคณะอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไปแบบมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เช่น  คณะศึกษาศาสตร์  ,  สังคมศาสตร์ ฯลฯ  ซึ่งนั่นไม่เหมาะสมกับแม่โจ้
  2. ในอนาคตอันใกล้เราควรเปิดระดับปริญญาโทได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรน่าจะเปิดได้ก่อนสาขาอื่น ๆ ไม่ควรจะหยุดยั้งแค่หลักสูตรปริญญาตรีเท่านั้น  สำหรับปริญญาเอกก็เป็นไปได้  แต่ต้องขอเวลาอีกนานหน่อย
  3. ควรจะสนับสนุนให้มีระบบโควต้ารับนักศึกษาของวิทยาลัยเกษตรกรรมและ/หรือวิทยาลัยเกษตรกรรมเข้าเรียนต่อ  โดยไม่ต้องสอบ  สำหรับนักศึกษาที่ได้คะแนนสูงอยู่แล้ว  โดยสถาบันฯ  เป็นผู้กำหนดขึ้นทั้งนี้เราต้องนึกถึงว่าแม่โจ้ก็มาจากกรมอาชีวศึกษาเก่าเหมือนกัน  เราต้องห่วงพรรคพวกบ้าง  ไม่ใช่ได้ดีคนเดียวแล้วไม่ดูข้างหลังเลย  ก็จะเสียศรัทธาในตัวเราด้วย  เราต้องสร้างความสำคัญให้กับนักศึกษาเกษตรเท่านั้น  ไม่ให้เขามีปมด้อยอีกต่อไป

ผู้สัมภาษณ์  :  ตำแหน่งอธิการบดีของท่านปัจจุบันเป็นสมัยที่ ๒  แล้วและเป็นวาระสุดท้ายในตำแหน่งและก็หมดวาระภายในปี  ๒๕๒๖  นี้  และท่านก็จะไม่สามารถเป็นผู้บริหารแม่โจ้โดยตรงได้อีก  ท่านรู้สึกวิตกอะไรบ้างที่เกี่ยวกับแม่โจ้ในอนาคต?

อธิการบดี  :  ผมเข้าใจว่าบุคคลที่จะมาเป็นอธิการบดีคนต่อไป  เขาคงมีความสามารถในการบริหารงาน  แต่สิ่งที่ผมห่วงคือความสามัคคีรักกันในแม่โจ้  เพราะการทะเลาะเบาะแว้งกัน  ชิงดีชิงเด่นกันมันเป็น  โรคประจำตัวของมหาวิทยาลัย  ในเมืองไทยเสียด้วยเพราะคนที่มีความรู้แล้วมักจะมาอวดเก่งอวดดีใส่กัน  แม่โจ้อยู่บ้านนอก  อยู่ชนบทคนไปอยู่แม่โจ้จะต้องทำใจให้ได้และตั้งใจในการงานเสียสละทุ่มเทกำลังใจกำลังกายให้กับแม่โจ้  นอกจากนี้การบริหารงาน  ผู้บริหารอย่าเอาเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง  เพราะจะทำให้เสียการปกครองได้

ผู้สัมภาษณ์ ตำแหน่งของท่านอธิการบดีจะต้องหมดวาระในเดือนกรกฎาคม  ๒๕๒๖  นี้เมื่อท่านพ้นจากตำแหน่งแล้ว  ท่านมีโครงการอย่างไรในชีวิตและครอบครัวของท่านบ้าง?

อธิการบดี  :  ในฐานะที่ผมชอบงานพัฒนาชนบทมาตลอด  ผมคิดว่ายังรักงานด้านนี้อยู่และสามารถจะช่วยแม่โจ้ได้อยู่  แม้ว่าจะเป็นบุคคลภายนอก  แต่จะช่วยในด้านเป็นที่ปรึกษาและร่วมงานด้านพัฒนาชนบท  งานบริการสังคมของสถาบันอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานโครงการหลวงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ทางสถาบันรับผิดชอบอยู่หลายแห่ง  ด้านสถาบันนั้นถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ยังไม่ทอดทิ้ง  จะหมั่นมาดูแลละเยี่ยมเยียนเสมอ  ในด้านครอบครัวและชีวิตส่วนตัวนั้น  ปรารถนาเหลือเกินที่จะทำผลิตผลทางการเกษตรจำหน่ายบ้าง  เช่น  หมูแฮม,  ไก่แฮม,  เบคอน  ไส้กรอก  ฯลน  อาจจะเปิดโรงงานเล็ก ๆ  ที่แม่โจ้และที่สุราษฎร์ธานี  เพราะชอบบรรยากาศและมีวัตถุดิบมากมาย  แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้คิดจะร่ำรวยอะไรทำเพราะใจมันชอบมากกว่า

ผู้สัมภาษณ์  :  ในความรู้สึกของพวกเรานั้น  ศิษย์เก่าแม่โจ้เคารพนับถือ  และมักจะให้ความสำคัญต่อท่านมาก  อยากจะเรียนถามว่า  ท่านมีวิธีการหรือาของดีอะไรในการผูกพันน้ำใจกับศิษย์เก่าบ้าง?

อธิการบดี  :  ความจริงผมก็ไม่ใช่มีพระดีหรือของดีอะไร  แต่ผมอาจจะมีความดีก็ได้  ผมหมายถึงว่าอาจจะเป็นเพราะผมมีความจริงใจกับลูกศิษย์  ตอนเขาเป็นนักศึกษาก็ดูแลเขา  สนใจเขา  ปฏิบัติตัวเหมือนพ่อกับลูก  เหมือนพี่กับน้องไม่ถือตัว  ให้ความสนิทสนม  ไม่เอาเรื่องส่วนตัวไปเกี่ยวข้อง  อาจจะเป็นเพราะอย่างนี้มากกว่ากระมัง  เด็กก็เลยตอบสนองบุญคุณผม  โดยการให้ความเคารพนับถือรักเสมอต้นเสมอปลายมาตลอด  ทุก ๆ  รุ่นของศิษย์เก่าแม่โจ้อันกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

ผู้สัมภาษณ์ ท่านคิดว่าตำแหน่งผู้บริหารอย่างอธิการบดีของแม่โจ้นั้น  มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดต่อความสัมพันธ์กับศิษย์เก่าบ้าง ?

อธิการบดี  :  จำเป็นมากครับ  ความสัมพันธ์ระหว่างอธิการบดีกับศิษย์เก่าโดยเฉพาะระหว่างอธิการบดีกับศิษย์เก่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันอย่างแม่โจ้ความสำนึก  สปิริตของลูกแม่โจ้นั้นรุนแรงมาก  พูดง่าย ๆ  ว่าแม่โจ้จะไปในทิศทางใดนั้น  ศิษย์เก่าจะต้องมีส่วนมากเหมือนกัน  เพราะสถาบันจะเจริญไปไม่ได้มากนักถ้าขาดแรงสนับสนุนจากศิษย์เก่า  เพราะฉะนั้นผมว่าใครจะมาเป็นอธิการบดีของแม่โจ้ก็ตามจะต้องถือนโยบายในเรื่องนี้พอสมควร

ผู้สัมภาษณ์ ในฐานะที่ท่านอธิการบดีได้ใช้ชีวิตกว่า  ๓๕  ปี  อยู่ที่แม่โจ้  ตั้งแต่เป็นนักเรียน  ท่านมีอะไรที่แม่โจ้ทำให้ท่านดีใจมากที่สุดและเสียใจมากที่สุด?

อธิการบดี  :  ดีใจมากที่สุด  คือนักเรียนแม่โจ้มีความรักสามัคคีกันมาก  และเคารพนับถือและเกรงในตัวผมดี  นอกจากนี้อีกประการหนึ่ง  คือความดีใจในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงเข้าใจและรู้จักแม่โจ้เป็นอย่างดีว่าแม่โจ้  ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง  แม่โจ้เราไม่เคยยุ่งกับการเมืองของประเทศเลย  เราถวายงานการพัฒนาชนบททั้งชาวบ้านและชาวเขาของโครงการหลวง  จะสังเกตจากงานพระราชทานปริญญาปีแรกของแม่โจ้  ทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้แม่โจ้ว่าเราจะมีนักศึกษาที่จบในปีแรกเพียง  ๗๕  คนเท่านั้น  เสียใจมากที่สุดคือ  รัฐบาลยุคก่อน ๆ  แม้แต่ปัจจุบันบางครั้งได้มองความสำคัญของการศึกษาในภูธรน้อยไปอย่างเช่น  แม่โจ้  อยู่ภูธร  ถูกทอดทิ้งมานาน  ทั้ง ๆ  ที่ทำงานสำคัญให้กับประเทศชาติคือการเกษตร  อันเป็นหัวใจสำคัญยิ่งของประเทศชาติ  หรือพูดง่าย ๆ  รัฐบาลทุ่มงบประมาณผิดที่นั่นเอง

***

(จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ
ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ม.ว.ม.
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2528 ณ สุสานแม่โจ้)

จัดพิมพ์ลงเพจโดย
สงวน จันทร์ทะเล
15 ตุลาคม 2550
www.maejo.net

Maintained page by Sanguan Chantalay
October 15, 2007

BACK TO MAEJO.NET