ตำนานแม่โจ้ 25 72 ปี แม่โจ้
คำบอกเล่าที่พรั่งพรูจากปากของ "รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช" วัย 56 ปี ซึ่งนั่งตำแหน่งอธิการบดี ม.แม่โจ้ สมัยที่ 2 มาได้ 2 เดือน และรู้ซึ้งถึงความเป็น ม.แม่โจ้ อย่างดี เนื่องด้วยผ่านร้อนผ่านหนาวมากับสถาบันการศึกษาทางการเกษตรที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้มา 25 ปี และเป็น "ลูกหม้อ" ขนานแท้ แม้เกิดที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่มาเรียนจบ ปวช.(เกษตรกรรม) ตั้งแต่สมัยที่ ม.แม่โจ้ ยังเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ ก่อนไปคว้าปริญญาตรีด้านการเกษตรจากฟิลิปปินส์ ปริญญาโทและเอกจากอเมริกา เริ่มรับราชการในวัย 28 ปี จากเป็นอาจารย์ คณบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี ม.แม่โจ้ อธิการบดี "ลูกหม้อ" ม.แม่โจ้คนนี้ จึงสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็น "The Home of Cowboys" พร้อมปลูกฝังคติประจำมหาวิทยาลัย "งานหนักไม่เคยฆ่าคน" เพื่อให้บัณฑิต ม.แม่โจ้ ทุกคนมีจิตวิญญาณแห่ง "คาวบอย" ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับการเกษตรและปศุสัตว์มีความเข้มแข็ง อดทน สู้งานหนัก ทำงานอย่างรับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นนักต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่ มีความเป็นสุภาพบุรุษ จิตใจหนักแน่น เอื้ออารีต่อผู้อ่อนแอกว่า รักพวกพ้อง รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นและยอมรับบัณฑิต ม.แม่โจ้ นโยบายอีกอย่างที่ "รศ.ดร.เทพ" เน้นมาก คือ กระจายโอกาสทางการศึกษา โดยให้โควตาลูกหลานเกษตรกรทั้ง 76 จังหวัด ได้เข้ามาเรียน ม.แม่โจ้ ซึ่งนโยบายนี้ใช้มา 72 ปีแล้ว และสร้างความภูมิใจให้แก่ ม.แม่โจ้ ที่ได้ดูแลคนรากหญ้า "ปรัชญา ม.แม่โจ้ ไม่ได้เน้นความร่ำรวย แม้รวยที่ดิน 1.4 หมื่นไร่ แต่ไม่ได้มีเงินสะสมมาก เพราะค่าใช้จ่ายดูแลการเกษตรสูง แต่ละปีรัฐให้งบเฉลี่ย 600 ล้านบาท มหาวิทยาลัยทำตัวให้เป็นขวัญใจคนจนผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยน้ำใจที่จะดูแลเกษตรกรรากหญ้าให้ลูกหลานพวกเขาได้มาเรียนปริญญาตรี รับเด็ก 76 จังหวัดผ่านโควตาร้อยละ 75 จากทั้งหมด 3,500 คน" อธิการบดี ม.แม่โจ้ กล่าว เช่นเดียวกับการ "บริการชุมชน" ที่ ม.แม่โจ้ ให้ความสำคัญมาก เพื่อให้อาจารย์และนักศึกษาได้สัมผัสชีวิตจริงของชาวบ้าน และตอบแทนบุญคุณให้แก่สังคม เพราะนักศึกษา ม.แม่โจ้ ใช้เงินภาษีประชาชนเรียนด้วย จึงเสียค่าเล่าเรียนถูกกว่ามหาวิทยาลัยเอกชน 3-4 เท่า อาจารย์ก็ได้เงินเดือนจากภาษีประชาชน "อาจารย์ นักศึกษา ที่อยู่ในรั้ว ม.แม่โจ้ ล้วนได้รับประโยชน์จากภาษีประชาชน จึงควรมีส่วนได้ตอบแทนบุญคุณประชาชน ท้องถิ่นและสังคม โดยนำความรู้ที่มีไปให้ชาวบ้าน ไม่ควรเก็บความรู้ไว้เฉพาะในมหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนนำความรู้ไปประกอบอาชีพ จะได้อยู่รอดอย่างมั่นคงและปลอดภัย โดยแต่ละปี ม.แม่โจ้ มีงานวิจัย 30-40 เรื่อง" รศ.ดร.เทพ กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างอาจารย์และนักศึกษา ม.แม่โจ้ ที่ไม่ได้ลงไปช่วยเหลือชาวบ้านแค่ใน จ.เชียงใหม่ แต่ไปช่วยในต่างจังหวัดด้วยอย่าง จ.พังงา ซึ่งจัดทำเครื่องกรองน้ำกันสนิมให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยสึนามิ จ.แพร่ มีอาจารย์และนักศึกษาลงไปทำโครงการฟื้นฟูความเป็นอยู่ อาชีพให้แก่ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยให้ความรู้ด้านเกษตร และเศรษฐกิจพอเพียง จนติดอันดับโครงการดีเด่น 1 ใน 10 ของประเทศ ม.แม่โจ้ ยังมุ่งสู่ "ความเป็นนานาชาติ" มีโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษากับมหาวิทยาลัยต่างชาติ 30-40 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ภาษา บริหารธุรกิจและการท่องเที่ยว และกรมวิเทศสหการ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ ม.แม่โจ้ เป็นฐานฝึกอบรมด้านการเกษตรและพัฒนาชนบทให้แก่บุคลากรต่างชาติที่ได้ทุนจากรัฐบาลไทย เช่น ภูฏาน พม่า ศรีลังกา รวมถึงรับนักศึกษาต่างชาติ เช่น กัมพูชา เวียดนาม จีน มาเรียนด้วย ปัจจุบัน ม.แม่โจ้ เปิดสอน 10 คณะ มีวิทยาเขต 2 แห่ง ที่แพร่ และชุมพร มีนักศึกษาปริญญาตรี โทและเอก รวมกว่า 1.2 หมื่นคน อาจารย์และบุคลากร 1,200 คน เดิมเปิดสอน 4 คณะ คือ ผลิตกรรมการเกษตร ธุรกิจการเกษตร วิศวกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร วิทยาศาสตร์ แต่ปีที่แล้วเปิดเพิ่ม 6 คณะได้แก่ เทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ ศิลปศาสตร์ สารสนเทศและการสื่อสาร พัฒนาการท่องเที่ยวและวิทยาลัยบริหารศาสตร์ "ทุกคณะเปิดปริญญาตรี โทและเอก มีสาขาที่เด่นๆ คือ พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ประมง วิศวกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ บริหารธุรกิจ และปริญญาโท มีสายวิทยาศาสตร์ ตอนนี้มีปริญญาตรี 75 หลักสูตร ปริญญาโท 30 หลักสูตร และปริญญาเอก 12 หลักสูตร ใน 3-5 ปีข้างหน้าไม่เปิดหลักสูตรเพิ่ม จะพัฒนาหลักสูตรที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น" อธิการบดี ม.แม่โจ้ กล่าวทิ้งท้าย จาก"คมชัดลึก "13 ก.ย.2549
***
เรียบเรียงออกอากาศรายการแม่โจ้เมื่อวันวาน
|
|---|
Maintained page by Sanguan Chantalay
December 24, 2006