ตำนานแม่โจ้ 26
ทัศนะ ข้อคิดเห็น ความรู้สึก ต่อ แม่โจ้ ทั้งในอดีต และปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ ดร.ระพี สาคริก *
แม่โจ้ในสมัยเริ่มแรก มีสภาพเป็นป่า มีบรรยากาศที่ยังเป็นธรรมชาติ ทั้งสิ่งที่ยังเป็นรูปธรรมและสิ่งที่เป็นปรัชญา
บุคคลใดได้สัมผัส มีผลอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับบุคคลด้วยว่า จะมีพื้นฐานเพียงพอที่จะสามารถเห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็นปรัชญาได้เพียงใด
ผู้ที่กล่าวว่า แม้เป็นนกจะไม่ขอบินผ่านแม่ไจ้มาอีก ย่อมสะท้อนให้เห็นได้ เขาเห็นสภาพแม่ไจ้ในสมัยนั้น แต่เพียงสิ่งที่เป็นวัตถุหรือรูปธรรม
ส่วนสิ่งที่เป็นปรัชญาอันเป็นสิ่งซึ่งให้คุณค่าแก่ชีวิต เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก สำหรับบุคคลที่ได้รับการสร้างมาในอดีต
ให้มีพื้นฐานเน้นอยู่กับวัตถุ แม่ไจ้ในยุคปัจจุบันยิ่งเห็นสิ่งที่เป็นวัตถุได้ชัดเจน และมีอิทธิพล ส่งผลกระทบจิตใจ เน้นวัตถุนิยมมากยิ่งขึ้น
แม่โจ้ ควรพัฒนา หรือจัดอะไรที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่สังคมหรือแก่ศิษย์เก่าบ้าง?
ควรมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ความคิดริเริ่ม และสร้างทัศนคติที่สะท้อนการสร้างสรรค์ในแนวปรัชญาของชีวิต ให้มากยิ่งขึ้น
แม่โจ้ ไม่ควรที่จะพัฒนาบนวิถีของทัศนคติซึ่งตามหลังสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ แต่ควรมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
บนฐานของตนเอง มุ่งสู่การพัฒนาที่มีปรัชญารองรับ
บ้านหลังอื่นๆ ที่สร้างและใช้งานมาจนเก่า สะท้อนผลเสียหายหลายประการ การรื้อบ้านเก่าเพื่อสร้างใหม่ย่อมกระทำได้ยาก
เหตุใดบ้านที่ใหม่กว่าจึงไม่ทำใหม่โดยใช้ปัญหาจากบ้านเก่าเป็นบทเรียน ทำไมเราจึงต้องไปทำตามบ้านเก่าๆ
(บางตอนบทสุดท้าย ศาสตราจารย์ระพี สาคริก วารสารแม่โจ้ ฉบับพิเศษ อนุสรณ์แม่โจ้ 50 ปี 2477-2527)
แม้เป็นนกจะไม่ขอบินผ่านแม่โจ้มาอีก ได้เคยรับฟังจากเพื่อนๆพี่น้องหลายคนกล่าวเข้าหูในบางโอกาส บางคนก็ไม่มาจริงๆ
หรือมาแต่ไม่ได้พบกัน แต่หลายคนที่เคยพูดวลีข้างต้น มีโอกาสพบหน้าบ่อยๆ ที่แม่โจ้ และก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องเก่าๆด้วย
ขอนำข้อเขียนของท่านศาสตราจารย์ ดร.ระพี สาคริก เมื่อ 20 ปี ก่อน มาให้พวกเรา ลูกแม่โจ้
ได้อ่านและเก็บไปคิดอีกครั้งหนึ่ง....ในวาระที่แม่โจ้มีอายุครบ 70 ปี
ส.จันทร
24 เมษายน 2547
***
(บางตอนที่เคยนำลงในหนังสืออนุสรณ์แม่โจ้ 70 ปีมาแล้ว)
งานหนักไม่เคยฆ่าคน ปณิธานในใจ ลูกแม่โจ้ |
| โดย ผู้จัดการออนไลน์ |
6 กรกฎาคม 2549 20:35 น. |
โอ้ แม่โจ้ของเราแต่ก่อน เป็นป่าดงดอนไร้ความงามตา เหล่าพี่ชายของเราสร้างมาฝ่าฟันพงพี ปลดทิ้งซึ่งความปราชัย หากใครเข้ามาย่ำยี ก่อกรรมมากมี ทุกคนพลีชีพตน..
...ท่ามกลางป่าเขา ใต้เงาร่มไม้ไพรสณฑ์ กร้านแดดกรำฝน ทุกคนอดทนสนใจ อ่อนแรงยังแข็งใจสู้งาน สวมวิญญาณเชื้อเกษตรไทย ฝึกพลางเรียนพลางอย่างมีวินัย ตามวิสัยเกษตรหาญ...
หนึ่งในหลายๆ เพลงประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่ยังขับกล่อมวิญญาณลูกแม่โจ้ทุกคนล่องลอยอยู่ในบรรยากาศที่ไม่มีลูกแม่คนใดจะลืมเลือนได้ เพราะนี่คือบทเพลงที่เรียงถ้อยร้อยความจริงของความภาคภูมิใจจากการพลิกผันสถานที่ป่าผืนใหญ่แห่งบ้านแม่โจ้
ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ 70 ปีก่อน ให้กลายมาเป็น
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันการศึกษาด้านการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
อดีตและปัจจุบันของแม่โจ้เป็นอย่างไร ไลฟ์ ออนแคมปัสขออาสาพาไปสัมผัสกัน.....
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หนึ่งในสถาบันการศึกษาของประเทศไทยที่ได้สร้างเอกลักษณ์ความเป็นต้นแบบแห่งวิชาการเกษตรและกสิกรรม
ในยุคสมัยของการริเริ่มก่อตั้งจากโรงเรียนกสิกรรมประจำภาคเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2477 โดยอำมาตย์โทคุณพระช่วงเกษตรศิลปาการ
ต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อตามลำดับเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษคร
สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ และได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อ พ.ศ. 2539
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยประกอบด้วย 9 คณะ 1 วิทยาลัย 2 สำนัก และโครงการ คือ คณะผลิตกรรมการเกษตร
คณะธุรกิจการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ
คณะศิลปศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาการท่องเที่ยว วิทยาลัยบริหารศาสตร์ สำนักงานอธิการบดี
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร โครงการบัณฑิตวิทยาลัย โครงการมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และโครงการมหาวิทยาลัยแม่โจ้- ชุมพร
ดำเนินการจัดการเรียนการสอนกว่า 75 สาขาวิชา ในระดับปริญญาตรี 2 ปี และ 4 ปี 54 สาขาวิชา
ระดับปริญญาโท 21 สาขาวิชา
และระดับปริญญาเอกใน 4 สาขาวิชา
ในปีการศึกษา 2549 นี้มีนักศึกษากว่า 13,000 คน มีการคัดเลือกนักศึกษา 3 ระบบ
คือระบบโควตาที่มีคะแนนเรียนดีตามเกณฑ์ ระบบสอบคัดเลือกประจำปีตามเกณฑ์กำหนดของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
จากนักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าเรียนในระดับปริญญาตรีในหลักสูตร 4 ปี
รับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เข้าเรียนในระดับปริญญาตรีหลักสูตร 2 ปี ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย และระบบการรับตรง
ความเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้นั้นแตกต่างจากสถาบันอื่นอย่างชัดเจน
นั่นคือ เมื่อครั้งที่คุณพระช่วงฯ นำคณะนักเรียนชายกว่า 30 คนเดินทางรอนแรมด้วยความยากลำบากจากบางกอกเมืองฟ้าอมรมาสู่ผืนป่าบ้านแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่กินด้วยกันอย่างลำบากทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อทำการบุกเบิกและปรับพื้นที่
การสร้างเรือนนอน อาคารเรียน โรงอาหาร
บ้านพัก ด้วยอุปกรณ์จำเป็นเท่าที่จะหาได้ในสมัยนั้นคือ จอบ เสียม มีด นักเรียนรุ่นแรกๆ ของแม่โจ้ซึ่งเป็นชายล้วน ส่วนการเล่าเรียนนั้นเรียกได้ว่าเน้นภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎีเป็นการเสริมสร้างวิชาชีวิตที่หาไม่ได้ในสถาบันการศึกษาอื่น
ความผูกพันระหว่างศิษย์กับครูและประชาชนในชุมชนบ้านแม่โจ้นี้จึงเกิดขึ้นเป็นความรู้สึกของความยากลำบาก
ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจระหว่างกันและกันจึงเริ่มต้นกันมานับแต่บัดนั้น ภาพแห่งความประทับใจในการทำงานและการอยู่ร่วมกันอย่างผูกพันสมัครสมานกลมเกลียวนี้
ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย อดีตอธิการบดีได้มอบคำสอนอมตะแก่ลูกแม่โจ้จนถึงปัจจุบันคือ
งานหนักไม่เคยฆ่าคน
ดังนั้น แนววิธีการหล่อหลอมให้ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่หลากหลายด้วยกิจกรรมการเสริมสร้างความรักความสามัคคีในหมู่คณะ จึงทำให้แม่โจ้ดำเนินการร่วมกันปกครองกันและกันด้วยประเพณีอันเข้มแข็งเต็มไปด้วยพลังแห่งความศรัทธา
นั่นคือ เมื่อเข้ามาเป็นน้องใหม่ในสถาบันจะต้องเป็นหนึ่งเดียว เลิศน้ำใจ วินัยดี เชิดชูประเพณี สามัคคี อาวุโส กระบวนการดังกล่าวเป็นการสร้างให้ลูกแม่โจ้ทุกคนมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในความเป็นลูกแม่คนหนึ่ง มีความเข้มแข็งอดทน สู้งาน ไม่หวั่นไหวย่อท้อต่อความยากลำบากด้วยกิจกรรมประเพณีรับน้องใหม่
กระบวนการสร้างความเป็นคนสมบูรณ์แบบให้นักศึกษาแม่โจ้ชายและหญิงทุกรุ่นเคารพนับถือ
พร้อมจะสืบทอดประเพณีนี้ไว้อย่างมั่นคงจนทำให้สามารถยึดอกอย่างสง่างามให้ผู้คนได้กล่าวถึงตลอดมาว่าเป็น
ลูกแม่โจ้
ปัจจุบันประเพณีการรับน้องใหม่แม่โจ้ได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบความเข้มข้นของกระบวนการ
ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในโลกการศึกษายุคปัจจุบัน ที่มีน้องใหม่ทั้งชายและหญิงกินอยู่เหมือนกัน
มีระเบียบวินัยการกินการนอนที่เป็นเวลาชัดเจน ดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งสุขภาพอนามัยและการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะระบาดในท้องถิ่น
เช่นโรคตาแดง โรคไข้เลือดออก โรคไวรัสเอและบี โรคท้องร่วง มีการสร้างขวัญกำลังใจในหมู่คณะ ที่สำคัญการอยู่หอพักภายในมหาวิทยาลัยของนักศึกษาใหม่ทุกคนนั้นก็เพื่อจะได้เข้าร่วมทำกิจกรรมประจำวันได
้อย่างสะดวกปลอดภัยขจัดความกังวลใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง
กิจกรรมรับน้องเหล่านี้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้
องค์การนักศึกษาแม่โจ้ สภานักศึกษาแม่โจ้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่นสถานีตำรวจภูธรอำเภอสันทราย โรงพยาบาลสันทราย เทศบาลตำบลแม่โจ้ และประชาชนรอบแม่โจ้
กว่า 70 ปี ที่แม่โจ้ได้สร้างปัญญาเพื่อแผ่นดิน ท่ามกลางกระแสความแปรเปลี่ยนตลอดเวลา
ลูกแม่โจ้ยังทุ่มเททำงาน เพื่อสังคมอยู่ทั่วฟ้าเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่ยังมั่นคงคือเหล่าลูกแม่โจ้ทุกคนต่างถวิลหาอ้อมอกแม่
อ้อมอกที่อบอุ่นด้วยเพื่อน พี่ และน้อง และเมื่อวันหนึ่งในสุดท้ายของชีวิตลูกแม่ยังจะได้ยินเสียงเพลงชาติแม่โจ้อันสงบเยือกเย็น
แต่อบอุ่นในหัวใจภายใต้ธงชาติเขียว ขาว เหลือง อันเป็นเกียรติยศสุดท้ายที่แม่ยังมอบความภาคภูมิใจให้แก่ลูกแม่ทุกๆ คน
เหนือสุดเหนือ ใต้สุดใต้ ไขว้แต่ทิศ ลูกแม่โจ้ไม่เคยคิดแยกใต้เหนือ
ถิ่นอุบล หนอิสาน ก็ว่านเครือ คืดเลือดเนื้อพันผูกลูกแม่เดียว
(ดร.อำนวย ยศสุข แม่โจ้รุ่น 20)
***
ความในใจจากศิษย์เก่าถึงศิษย์ปัจจุบัน
อ.ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย *
กล่าวในฐานะศิษย์เก่า ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ว่า ได้อะไรมาจากแม่โจ้เยอะ แม่โจ้ให้สิ่งที่เป็นคุณค่า
เพราะว่าแม่โจ้แต่ก่อนเป็นเตรียมของวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขน คุณพระช่วงเป็นคนตั้งขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายของการไปตั้งแม่โจ้ที่นั่น
เด็กๆหลายคนบ่นไกลและกันดารเหลือเกิน และเพราะความลำบากนี่เองมันทำให้คนเป็นคน
"ตรงนี้สำคัญมาก พูดกันตรงๆ ว่า ถ้าชีวิตผมไม่ได้ผ่านแม่โจ้มาชีวิตผมอาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ ตอนผมไปเข้าแม่โจ้
ชีวิตผมไม่ใช่มักใหญ่ใฝ่สูงนะ นั่งอยู่กับพื้นดินธรรมดาๆ อยู่กับชาวบ้าน ผมไปถึงแม่โจ้ 7 วันแรกมีจอบ ขวาน เสื้อพื้นเมือง หมวกใบลาน
ไม่ได้ทำอะไร ตื่นมา 6 โมงเช้าขุดแต่จอบกว่าจะจบ 6 โมงเย็นมือแตกเละเลย เละจนกระทั่งแข็งหมด
ชีวิตในแม่โจ้มีอะไรหลายอย่าง แสดงว่าผู้ใหญ่สมัยนั้นมีแนวคิดว่า คนที่เรียนเกษตรจะต้องอดทน
อ.ระพีกล่าวฝากถึงศิษย์รุ่นหลังๆว่า อยากเห็นแต่ละคนมีความเข้มแข็งทางจิตใจสู้กับใจตัวเองให้ได้อย่าได้ถูกอิทธิพลเงิน
อิทธิพลวัตถุ อะไรมันครอบงำเท่านั้น เราควรจะเติบโตมาด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง และซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เพราะบ้านเมืองเรามีครอรัปชั่น ถ้าเราสามารถเอาชนะใจตัวเองได้เจ๋ง
"ผมอายุ 84 ปี แล้วมีอย่างที่ไม่เคยด่างพร้อยอะไร ทุกอย่างทำให้กับแผ่นดิน คุณค่าของคนอยู่ในสังคมควรจะอยู่ที่ใจเศรษฐกิจพอเพียงต้องอยู่ในตัวเราแล้วคือทำอะไรก็แล้วแต่อย่าโลภโมโทสะ เราไปเอาระบบของตะวันตกมาที่ถูกถ่ายทอดมาจะทำอะไรก็ต้องกู้ มันมาถึงเกษตรกรที่มากู้แล้วเป็นงัยมีใช้คืนมั้ย หนี้ศูนย์เยอะเลย ติดเป็นสันดารแล้วความอดทนไม่มีหายไป ตัวร้ายอยู่ตรงนี้ ความพอเพียงอยู่ที่ไหนแม่โจ้สอนให้ผมเข้ากับคนได้ทุกระดับตั้งแต่ข้างล่าง ชาวบ้าน จนถึงข้างบน"
แต่ก่อนบ้านเมืองเรามีแต่คนอยากได้ เพราะมีทรัพยากรเยอะแยะ สมัยก่อนต่อสู้กันด้วยอาวุธ แต่เดี๋ยวนี้ต่อสู้กันด้วยเศรษฐกิจ และเราแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ด้วยการสร้างศรัทธา ไม่ต้องเสียเงินเท่าไหร่ สร้างคนให้อดทนต่อสู้กับงาน ผมเคยพูดว่า พลรบทางเศรษฐกิจคือ เกษตรกร แต่ว่าเวลานี้คนข้างบนมันเหยียบพื้นดินไม่เป็นมันเอาชีวิตเกษตรกรไปขายหมด เห็น FTA มั้ยนั่นแหละน่าสงสาร เราเรียนเกษตรมาแล้วเราไปช่วยเขาหรือเปล่า หายากปล่อยให้เกษตรกรได้รับความลำบากลำบนถูกรังแกอย่างนี้มันเรื่องอะไร อ.ระพี กล่าว
--------
*ศาสตราจารย์ ดร.ระพี สาคริก (เตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น 2) แม่โจ้ รุ่น 7
นำมาลงเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษา ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
Maintained page by Sanguan Chantalay
December 24, 2006
|